ดูเหมือนทีม R&D จากโฟล์คกำลังสนุกกับการพัฒนารถไฮบริด ที่แตกต่างจากรถไฮบริดในยุคเริ่มต้น ความน่าสนใจของรถไฮบริดในมุมมองของวิศวกร โฟล์คจะไม่ได้หยุดอยู่ที่เรื่องความประหยัดและลดมลพิษเพียงเท่านั้น แต่ตัวรถถูกพัฒนาให้ทัดเทียมกับรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน นั่นเป็นเรื่องของสมรรถนะ เป็นที่มาของ Golf GTE Sport รถไฮบริดแนวคิดก้าวหน้า ที่โฟล์คเรียกระบบไฮบริดของตัวเองว่า Progressive Hybrid System

Volkswagen Studie Golf GTE Sport

คำจำกัดความของ Progressive Hybrid System ไม่ได้อยู่เพียงแค่เรื่องเครื่องยนต์ + มอเตอร์ไฟฟ้า สำหรับวิศวกรโฟล์คมันประกอบไปด้วย การนำเครื่องยนต์ที่ทรงพลังระดับเดียวกับรถแข่ง มาทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน high-tech all-wheel พร้อมโครงสร้างน้ำหนักเบา ปิดท้ายด้วยแอโรไดนามิกแบบจัดเต็ม

 

เรื่องโครงสร้าง โฟล์คโชว์ผลงานระดับเทพผ่านสายตามาแล้วบนบอดี้ XL 1 ซึ่งใช้ Passenger Cell หรือโครงสร้างรอบห้องโดยสาร ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ แต่ก่อนหน้ารถแนวประหยัดพลังงานอย่าง XL 1 ใครจะรู้บ้างว่า ทีมงานจากโฟล์คได้เป็นผู้พัฒนาโครงสร้าง Hybrid Structure ให้กับรถที่เร็วที่สุดในโลกอย่าง BUGATTI Veyron 16.4 ซึ่งเป็นผู้ผลิตซูเปอร์คาร์อีก 1 แบรนด์ ภายใต้ร่มเงาของ Volkswagen AG ด้วยเช่นกัน

Volkswagen Studie Golf GTE Sport

แม้ Golf GTE Sport จะมาในตัวถังคูเป้ 2 ประตู 2 ที่นั่ง แต่โครงสร้างใช้เทคโนโลยีร่วมกับ XL 1 ที่มุ่งเน้นการลดน้ำหนัก ด้วยการใช้วัสดุขั้นเทพของโลกยานยนต์ อันได้แก่ CFRP (Carbon Fibre Reinforced Polymer) และอะลูมิเนียม โดยวัสดุ CFRP หรือเรียกง่ายๆ ว่า คาร์บอนไฟเบอร์ จะถูกขึ้นรูปเป็นโครงสร้างโมโนค็อกรอบห้องโดยสาร, โครงของเบาะนั่งทั้ง 2 ตำแหน่ง, โครงสร้างรอบๆ ค็อกพิตทั้งฝั่งผู้ขับและผู้โดยสาร, ฝากระโปรงหน้า, กันชนหน้า, พื้นผิวของตัวถัง, สปอยเลอร์หน้า, สปอยเลอร์หลัง, สเกิร์ตข้างและบานประตูขนาดใหญ่ที่ถูกออกแบบให้เปิดในสไตล์ปีกนก (Wing Doors) ขณะที่ เฟรมหลักส่วนที่ต้องหิ้วเครื่องยนต์ และหิ้วส่วนประกอบของช่วงล่างทั้งด้านหน้าและด้านหลัง ไล่เรียงไปจนถึงคาลิเปอร์เบรก จะใช้อะลูมิเนียมทั้งหมด

Volkswagen Studie Golf GTE Sport

ถัดมาเป็นเรื่องของความต้านทานอากาศจากการเคลื่อนที่ของรถ Golf GTE Sport ใช้พอร์ตหรือช่องรับลมต่างๆ บนตัวถังให้เกิดประโยชน์สูงสุด เสา C ดีไซน์เป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัว ด้วยการใช้ตัวเสาซ้อนกัน 2 ชั้น ยาวตั้งแต่แนวหลังคา ต่อเนื่องมาจนถึงส่วนธรณีประตู นั่นทำให้เกิดช่องรับลมขนาดใหญ่ในตำแหน่งก่อนแนวอุโมงค์ล้อหลัง นอกจากการผันกระแสลมมาช่วยสร้างแรงกดที่ส่วนท้ายรถ ยังรับลมเข้าไประบายความร้อนให้กับระบบเบรก และชุดมอเตอร์ไฟฟ้าที่รับหน้าที่ขับเคลื่อนล้อหลังด้วย

Golf GTE Sport ให้ความสำคัญกับเรื่องสมรรถนะไปพร้อมๆ กับความประหยัด ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 4.3 วินาที ความเร็วปลายไหลไปได้ถึง 280 กม./ชม. ต้นกำลังหลักใช้เครื่องยนต์เบนซิน TSI ซึ่งถูกใช้งานในตัวแข่งแรลลี่ประจำค่าย Polo R WRC เป็นบล็อกแถวเรียง 4 สูบ ขนาดความจุ 1.6 ลิตร พร้อมระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิง Direct Injection และเทอร์โบชาร์จเจอร์เรียกแรงม้ามาใช้งานได้ 220 kW/299 PS แรงบิดสูงสุด 400 Nm

Volkswagen Studie Golf GTE Sport

บล็อกเครื่องยนต์ และเกียร์คลัตช์คู่ (DSG 6 สปีด) ถูกจับวางในแนวขวาง ทั้ง 2 อุปกรณ์คั่นกลางไว้ด้วย e-motor หมายเลข 1 หรือ ‘มอเตอร์ตัวหน้า’ ขนาด 85 kW/115 PS ให้แรงบิด 330 Nm โดยทั้งเครื่องยนต์ TSI  และ e-motor หมายเลข 1 จะรับหน้าที่ขับเคลื่อนล้อคู่หน้า และผสานการทำงานกัน เช่นเดียวกับรถไฮบริดทั่วไป

สำหรับ e-motor หมายเลข 2 หรือ ‘มอเตอร์ตัวหลัง’ ให้แรงม้าเท่ากัน 85 kW/115 PS ให้แรงบิดลดระดับลงมาที่270 Nm รับหน้าที่ขับเคลื่อนล้อคู่หลังโดยเฉพาะ ในส่วนนี้โฟล์คจะเรียกว่า Electric Propshaft ความหมายคือ เพลากลางไฟฟ้า เป็นการใช้มอเตอร์ไฟฟ้าในการขับเคลื่อนล้อหลัง เพื่อให้รถขับเคลื่อนในรูปแบบ all-wheel drive นั่นเอง

ในสภาพที่เครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ตัว ทำงานร่วมกัน เช่น ในสถานการณ์การเร่งแซง Golf GTE Sportจะมีแรงบิดทั้งระบบไม่น้อยกว่า 670 Nm ขณะที่แรงม้ารวมจะอยู่ที่ 295 kW/400 PS ตัวเลขแรงม้าและแรงบิดอยู่ในระดับเดียวกับรถสมรรถนะสูง แต่อัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงจากการทำงานของระบบไฮบริดปกติ ทำตัวเลขได้สวยหรูถึง 50  กิโลเมตร/ลิตร

ประหยัดได้ถึงระดับนี้ ก็เพราะว่า ขณะที่ Golf GTE Sport ขับเคลื่อนด้วยความเร็วคงที่ (Hybrid-mode) เครื่องยนต์จะหยุดทำงาน e-motor หมายเลข 2 รับหน้าที่ขับเคลื่อนรถ ขณะที่ e-motor หมายเลข 1 จะทำหน้าที่เป็นเจนเนอเรเตอร์ปั่นไฟ ป้อนกลับเข้าสู่แบตเตอรี่

Volkswagen Studie Golf GTE Sport Volkswagen Studie Golf GTE Sport

ในทางปฏิบัติไม่มีทางเป็นไปได้เลย ที่ Output หรือพลังงานไฟฟ้าที่ใช้ขับเคลื่อนรถ จะเท่ากับ Input หรือพลังงานไฟฟ้าที่ผลิตเติมกลับสู่ระบบ  เพราะต้องสูญเสียพลังงานให้กับแรงเสียดทานในหลายส่วน (Friction Loss) ในสภาวะการขับเคลื่อนรูปแบบนี้ พลังงานไฟฟ้าที่แบตเตอรี่สะสมไว้จะค่อยๆ ลดลง เมื่อลดต่ำถึงระดับที่กำหนด เครื่องยนต์จะถูกสตาร์ทติดขึ้น เพื่อมาทำหน้าที่ขับเคลื่อนรถ และสร้างพลังงานกลให้ e-motor หมายเลข 1 ปั่นไฟอีกครั้ง

ทว่า ในสภาพการใช้งานจริง โอกาสที่รถจะใช้ความเร็วคงที่นิ่งๆ นานๆ คงเกิดขึ้นได้ไม่บ่อยนัก ในกรณีเร่งแซง เครื่องยนต์ก็จะถูกสตาร์ทติด เพื่อมาช่วยสร้างอัตราเร่งได้ตลอดเวลา ขณะเดียวกัน กรณีเบรก มอเตอร์ทั้ง 2 ตัว ก็จะสร้างแรงหน่วงในรูปแบบเดียวกับ Engine Brake เพื่อชาร์จไฟป้อนกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ได้เช่นกัน

Volkswagen Studie Golf GTE Sport Volkswagen Studie Golf GTE Sport Volkswagen Studie Golf GTE Sport

Golf GTE Sport มีโหมดการทำงาน 3 โหมด ที่สัมพันธ์กับรูปแบบการขับเคลื่อน ได้แก่ e-mode, Hybrid-mode และ GTE-mode สำหรับโหมดแรก หรือ All Electric Mode รถจะขับเคลื่อนได้แบบไร้มลพิษ ในสภาพแบตเตอรี่เต็ม  รองรับการเดินทางได้ไกลถึง 50 กิโลเมตร ขณะที่ Hybrid-mode จะเน้นการผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าทั้ง 2 ตัว เพื่อให้เกิดความประหยัดและสมรรถนะดีที่สุด ตามสถานการณ์การขับขี่

ปิดท้ายด้วย GTE-mode เป็นโหมดสปอร์ต ที่จะเน้นใช้งานแรงม้าและแรงบิดทั้งหมดที่ระบบผลิตได้ เพื่อเรียกสมรรถนะสูงสุดจาก Golf GTE Sport ในโหมดนี้ทำอัตราเร่ง 0-50 กม./ชม. ได้เร็วสุดๆ เพียง 1.8 วินาที ผ่าน 130 กม./ชม. ด้วยเวลา 6.5 วินาทีและผ่าน 200 กม./ชม. เร็วกว่ารถสปอร์ตหลายรุ่น ด้วยเวลา 15.9 วินาทีเท่านั้น

 

 

 

 

 

 

 

 

 

บรรยายภาพ(ภาพจาก Folder “Inno_547”)

  • ภาพที่ 01 ภาพเปิด (ภาพใหญ่)
  • ภาพที่ 02 ล้อจัดเต็มที่ระดับ 20 นิ้ว พร้อมยางต่างขนาด หน้า 235 หลัง 275
  • ภาพที่ 03 โฟล์คระบุว่า Golf GTE Sport ใช้ตัวถังแบบคูเป้ 2 ประตู 2 ที่นั่ง แต่ผู้เขียนมองว่า น่าจะไปในแนวรถแฮตช์แบ็กมากกว่า
  • ภาพที่ 04 วัสดุหลักที่ใช้ผลิตโครงสร้าง และพื้นผิวตัวถัง ได้แก่ CFRP (Carbon Fibre Reinforced Polymer) หรือคาร์บอนไฟเบอร์
  • ภาพที่ 05 Wing Doors ใช้พื้นที่ของหลังคามากกว่า XL 1เล็กน้อย ทั้งบานเน้นความเบา ด้วยวัสดุคาร์บอนไฟเบอร์
  • ภาพที่ 06 เครื่องยนต์ TSI จากตัวแข่งแรลลี่ Polo R WRC และ e-motor หมายเลข 1 รับหน้าที่ขับเคลื่อนล้อหน้า
  • ภาพที่ 07 เป็นรถ Plug-in Hybrid ชุดแบตเตอรี่ลิเทียม-อิออน ถูกวางไว้ใต้เบาะนั่งหลัง
  • ภาพที่ 08 ห้องโดยสารโชว์งานเร้าอารมณ์บรรดาขาซิ่ง ด้วยลวดลายคาร์บอนไฟเบอร์
  • ภาพที่ 09 Bucket Seat ติดตั้งเข็มขัดนิรภัยแบบ 5 จุด และช่องรับลมขนาดใหญ่ ก่อนแนวอุโมงค์ล้อหลัง
  • ภาพที่ 10 พวงมาลัยสไตล์อวกาศ พร้อม Paddle Shift สำหรับเล่นกับเกียร์ DSG 6 สปีด

 

เรื่อง        พิทักษ์ บุญท้วม  E-mail     pitak.b@gmail.com