ขบวนการลดมลพิษในรถยนต์ กำลังเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม และจริงจัง จากผู้ผลิตรถยนต์ทุกค่ายทั่วโลก ไม่ใช่แค่เพียงรถที่ถูกผลิตขึ้นมาวิ่งใช้งานบนท้องถนน แม้แต่บรรดารถแข่งทุกประเภทก็ถูกจับควบคุมมลพิษ พร้อมทั้งลดการเผาผลาญน้ำมันเชื้อเพลิงกันอย่างถ้วนทั่ว ค่ายยักษ์ใหญ่จากเยอรมนีอย่าง Volkswagen AG จัดอยู่ในกลุ่มหัวแถวในเรื่องของสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ในปี 2013 สร้างความตื่นตะลึงให้กับวงการด้วยรถปลั๊กอินไฮบริด XL1 พอปี 2014 จัดเต็มอีกรอบ บนบอดี้ของ Golf Mk VII ที่หลายคนเริ่มคุ้นเคย มีทั้งแบบขับเคลื่อนโดยปราศจากมลพิษ ‘e-Golf’ และแบบลูกผสม ‘Golf GTE’ ที่เน้นระยะทาง รองรับการเดินทางไกล รถพลังงานทางเลือกทั้ง 2 รุ่นนี้ น่าจะบ่งชี้ทิศทางการพัฒนารถยนต์ในอนาคตได้ไม่มากก็น้อย..!!!

Der neue Volkswagen e-Golf

e-Golf พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ Volks Golf เจเนอเรชั่นที่ 7

คาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) จัดเป็น ‘Green House Gas’ ตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดสภาวะเรือนกระจก ความร้อนจากโลกไม่สามารถถ่ายเทออกสู่ชั้นบรรยากาศได้ปกติเช่นเดิม เกิดการสะสมความร้อน อุณหภูมิเฉลี่ยบนพื้นผิวโลกสูงขึ้น น้ำแข็งขั้วโลกละลายลงสู่มหาสมุทร น้ำบนโลกเพิ่มปริมาณขึ้นปีละหลายล้านตัน น้ำกำลังกลืนกินพื้นแผ่นดิน โลกเริ่มหมุนอย่างไร้สมดุล จากปริมาณน้ำที่เปลี่ยนแปลงไป มหันตภัยร้ายแรงขยับเข้ามาใกล้มนุษยชาติมากยิ่งขึ้น อากาศแปรปรวน  เกิดไฟป่าในหลายพื้นที่ น้ำท่วมหนักอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

Der neue Volkswagen e-Golf

รูปทรงของตัวถังถูกขัดเกลาเพิ่มเติม คุณสมบัติด้านแอโรไดนามิก ลงตัวที่ค่า Cd. 0.281

วิกฤตการณ์ทั้งหมด เกิดจากธรรมชาติไม่สามารถ ‘ปรับคืนสมดุล’ ได้ทัน เมื่อเทียบกับระดับมลพิษที่มนุษย์ได้สร้างขึ้น มนุษย์มุ่งเอาชนะธรรมชาติจนลืมมองกลับไปสู่จุดกำเนิดของทุกสรรพสิ่ง ป่าไม้ ต้นไม้ ตัวช่วยกำจัด Green House Gas ถูกทำลายเพิ่มขึ้นทุกปี ป่าไม้ลดลง มลพิษเพิ่มขึ้น ทุกอย่างสวนทางซ้ำเติมโลกอย่างหนัก นอกจากเรื่องการตัดไม้ทำลายป่า รถยนต์ก็ตกเป็น ‘จำเลยร่วม’ ด้วยเช่นกัน ไอเสียจากการเผาไหม้เชื้อเพลิงมีส่วนสร้างมลภาวะ มลพิษตัวหัวโจกก็หนีไม่พ้น ‘คาร์บอนไดออกไซด์’ ที่ถูกปล่อยออกมาจากปลายท่อไอเสียรถยนต์นั่นเอง

Der neue Volkswagen e-Golf

ยางติดรถ e-Golf ขนาด 205/55R16 มาพร้อมคุณสมบัติ Low Rolling Resistance หรือแรงต้านทานการกลิ้งต่ำ เพื่อให้รถเคลื่อนที่ได้โดยปราศจากแรงต้านจากยางที่มากเกินความจำเป็น

รถยนต์รุ่นใหม่จึงถูกควบคุมด้วย ‘Emission Control’ หรือมาตรฐานควบคุมมลพิษที่แต่ละภูมิภาคได้กำหนดขึ้น (อเมริกา, ยุโรป และญี่ปุ่น) โดยระดับความเข้มงวดในการบังคับจะทวีความเข้มข้นขึ้นเป็นลำดับ มีจุดหมายปลายทางอยู่ที่ระดับ ‘ZEV’ (Zero Emission Vehicle) หรือรถยนต์ที่ปลอดมลพิษโดยสิ้นเชิง

Der neue Volkswagen e-Golf

ห้องโดยสารของ e-Golf เน้นความเรียบง่ายในสไตล์ Volks Golf

ในอดีต เกิดคำถามประมาณว่า มีความเป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน กับการสร้างพาหนะไร้มลพิษ ซึ่งหากเราพิจารณาไล่เรียงเทคโนโลยีล้ำหน้าสุดในวันนี้ ที่พอจะมารับหน้าที่เป็น ‘ต้นกำลังใหม่’ ในรถยนต์ได้ คงจะหนีไม่พ้น ‘มอเตอร์ไฟฟ้า’ เป็นการเตรียมการปลดระวางเครื่องยนต์สันดาปภายใน (Internal Combustion Engine) ซึ่งใช้ ‘Fossil Fuel’ เป็นเชื้อเพลิง ก่อมลพิษ และแทนที่ด้วยแหล่งผลิตพลังงานสะอาดอย่างมอเตอร์ไฟฟ้า

Der neue Volkswagen Golf GTE

Golf GTE มาในรูปแบบ Plug-in Hybrid ลงตัวมากยิ่งขึ้น สำหรับลูกค้าที่กังวลเรื่องข้อจำกัดด้านระยะทางในการใช้งานของรถไฟฟ้า

แต่มันไม่ได้ง่ายอย่างที่คิด ช่วงเริ่มต้นในการพัฒนารถไฟฟ้า มอเตอร์ยังไม่สามารถทำงานทดแทนเครื่องยนต์ได้ในทุกเรื่อง วิศวกรสามารถสร้างมอเตอร์ให้แรงเทียบเท่า หรือแรงกว่าเครื่องยนต์ได้ เพียงแต่ต้องแลกด้วยพลังงานไฟฟ้าปริมาณมหาศาล ต้องใช้แบตเตอรี่สักกี่ลูกถึงจะพอ วิ่งไปสักพักพลังงานหมด ต้องยุ่งยากหาที่เสียบชาร์จไฟกันอีก ใช้งานในเมืองยังพอไหว ส่วนการเดินทางไกลต้องคิดให้หนัก แม้จะมีผู้พยายามออกแบบให้มีระบบหมุนเวียนการใช้พลังงาน หรือมีการผลิตกระแสไฟฟ้าได้เองจากตัวรถ (โซลาร์เซลล์) แต่กระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ กับกระแสไฟฟ้าที่ต้องจ่ายให้กับมอเตอร์ ยังไม่ใกล้เคียงความสมดุลแม้แต่น้อย

Der neue Volkswagen Golf GTE

Golf GTE จะมี ‘GTE Mode’ มาให้เลือกใช้งาน เป็นโหมดที่เน้นด้านสมรรถนะ จากการทำงานร่วมกันของทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า

ระหว่างการรอคอยความสมบูรณ์แบบของเทคโนโลยีใหม่ๆ ในรถไฟฟ้า รถไฮบริดเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่มาช่วยคั่นเวลา เป็นการจับมอเตอร์มาทำงานร่วมกับเครื่องยนต์ ผลลัพธ์ที่ได้คือ ลดมลพิษได้จริง ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงได้จริง ให้สมรรถนะได้ไม่แตกต่างกับรถเครื่องยนต์เบนซินในระดับใกล้เคียงกัน ในที่สุด ช่วงกลางปี 2013 ต่อเนื่องมาจนถึงต้นปี 2014 มอเตอร์ไฟฟ้าก็ถูกพัฒนาจนสามารถแทนที่เครื่องยนต์ในรถยนต์ได้สำเร็จ เริ่มมีบริษัทรถยนต์แนะนำรถไฟฟ้าออกสู่สาธารณชน ทั้งในฐานะรถต้นแบบ และรถในรูปแบบ Mass Production ที่พร้อมผลิต จำหน่ายอย่างจริงจัง ที่เห็นชัดเจนที่สุดจะเป็นรถจากดินแดนไวกิ้ง VOLVO C30 Electric ถัดมาจะเป็น Volks e-Golf จากเมืองเบียร์ โดยรถไฟฟ้าทั้ง 2 รุ่นนี้ รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวันได้อย่างเต็มรูปแบบ

Der neue Volkswagen Golf GTE

Golf GTE จะมีพละกำลังรวมของระบบไฮบริดอยู่ที่ 204 PS พร้อมแรงบิดสูงสุด 350 Nm

คำว่า “เต็มรูปแบบ” หมายถึง ไม่ได้เป็นเพียงแค่รถต้นแบบเฉกเช่นรถพลังงานไฟฟ้าหลายๆ โมเดลที่ผ่านมา  ประเด็นนี้เป็นเรื่องสำคัญ ที่จะบ่งชี้ถึงอนาคตของรถยนต์พลังงานทางเลือกได้เลย e-Golf ก็เช่นเดียวกับ C30 Electric ที่สร้างความแตกต่างจากรถไฟฟ้าทั่วไป ด้วยเรื่อง ‘ความปลอดภัย’ อุบัติเหตุที่อาจเกิดขึ้นกับ e-Golf ต้องปกป้องได้ทั้งผู้โดยสารและชุดแบตเตอรี่ ที่หากได้รับการกระแทกอย่างรุนแรง ก็อาจส่งผลต่อเนื่องมาสู่ผู้โดยสารได้อีกเช่นกัน

Der neue Volkswagen Golf GTE

ขั้วต่อสำหรับชาร์จไฟของ Golf GTE จะถูกซ่อนไว้หลังโลโก้บริเวณกระจังหน้า

นั่นเพราะภายในแบตเตอรี่มีส่วนประกอบของสารเคมีที่เป็นอันตรายกับมนุษย์ทั้งทางตรงและทางอ้อม ประเด็นนี้เป็นเรื่องที่วิศวกรลงลึกในรายละเอียด แบตเตอรี่แพ็กใน e-Golf จึงถูกออกแบบไว้ใน Crumple Zone ใต้พื้นห้องโดยสาร ซึ่งเป็นส่วนที่แข็งแรงที่สุดของโครงสร้าง โดยจะมีโครงสร้างส่วน Deformation Zone (ท่อนหน้าและท่อนหลังของรถ) คอยรับหน้าที่ดูดซับแรงกระแทกที่เกิดจากการชน เพื่อให้แรงกระแทกที่เกิดขึ้น ผ่องถ่ายไปยัง Crumple Zone หรือส่วนของห้องโดยสารน้อยที่สุด สำหรับรถไฟฟ้า วิศวกร Volks ให้ความสำคัญกับขั้นตอนทดสอบการชน (Clash Test) มากเป็นพิเศษ นั่นเพราะ e-Golf แตกต่างจากรถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในทั่วไป ซึ่งความแข็งแรงของบล็อกเครื่องยนต์ (เสื้อสูบผลิตจากเหล็กหล่อ ฝาสูบอะลูมินัมอัลลอย) จะมีส่วนช่วยรับแรงกระแทก กรณีที่เกิดการชนมาจากทางด้านหน้าด้วย ชุดมอเตอร์ไฟฟ้าซึ่งถูกวางในตำแหน่งของเครื่องยนต์ มีโครงสร้างที่แข็งแกร่งน้อยกว่า ดังนั้น โอกาสเกิดความเสียหายกับท่อนหน้าของรถจึงมีมากกว่า

11_resize

ชุดแบตเตอรี่ e-Golf ถูกวางไว้ระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลัง ด้วยเหตุผลด้านความปลอดภัย ขณะรถเกิดอุบัติเหตุด้วย โดยตัวแบตเตอรี่จะอยู่ในเคสที่แข็งแรง พร้อมซีลกันน้ำ และกันฝุ่นอย่าง

มอเตอร์ไฟฟ้าใน e-Golf สร้างแรงม้าได้ 85 kW หรือ 115 PS พร้อมแรงบิดสูงสุด 270 Nm ตั้งแต่มอเตอร์เริ่มหมุน โดยมอเตอร์จะมีรอบการทำงานที่สูงถึง 12,000 รอบ/นาที ตัวมอเตอร์ถูกวางแทนที่เครื่องยนต์ สำหรับการขับเคลื่อนล้อหน้า โดยจะส่งกำลังผ่านเกียร์แบบ Single Speed ถัดจากชุดขับเคลื่อน เป็นแบตเตอรี่ ถูกวางไว้ในตำแหน่งกึ่งกลางของพื้นห้องโดยสาร เพื่อความสมดุลในการกระจายน้ำหนัก แบตเตอรี่แบ่งออกเป็น 2 ชุด ชุดแรก ถูกวางไว้ในตำแหน่งอุโมงค์เพลากลาง ส่วนชุดที่สอง วางแทนที่ถังน้ำมันเชื้อเพลิงเดิมของ Volks Golf รุ่นมาตรฐาน

Der neue Volkswagen e-Golf

รูปแบบการจัดวางโครงสร้างระบบขับเคลื่อนของ e-Golf จะให้ความสำคัญกับเรื่องการกระจายน้ำหนัก และลดศูนย์ถ่วง

ชุดแบตเตอรี่มีน้ำหนัก 348 กิโลกรัม รถไฟฟ้าจะใช้การวางชุดแบตเตอรี่ในรูปแบบนี้ทั้งหมด นอกจากเรื่องการกระจายน้ำหนัก ชุดอุปกรณ์ต่างๆ ที่ถูกจัดวางในระดับต่ำ ยังช่วยลดจุดศูนย์ถ่วงของรถทั้งคัน (C.G : Center of Gravity) ลงได้อีกด้วย เหตุที่แบตเตอรี่ถูกแบ่งออกเป็น 2 ชุด ก็เพื่อทำให้แต่ละชุดสามารถแยกออกจากกันได้ เมื่อเกิดอุบัติเหตุ ช่วยลดความเสียหายที่จะเกิดกับแบตเตอรี่โดยตรง ชุดแบตเตอรี่จึงเป็นอุปกรณ์ที่หนักที่สุดใน e-Golf เมื่อรวมกับโครงสร้างที่แข็งแกร่งตามมาตรฐาน Volkswagen น้ำหนักรวมของรถทั้งคันจึงขยับไปอยู่ที่ 1,585 กิโลกรัม (C30 Electric หนัก 1,660 กิโลกรัม)

12_resize

มอเตอร์ไฟฟ้าใน e-Golf สร้างแรงม้าได้ 115 PS พร้อมแรงบิดสูงสุด 270 Nm ตัวมอเตอร์ถูกวางแทนที่เครื่องยนต์ สำหรับการขับเคลื่อนล้อหน้า โดยจะส่งกำลังผ่านเกียร์แบบ Single Speed

แบตเตอรี่ของ e-Golf จัดอยู่ในประเภทลิเทียม-อิออน ประกอบด้วย 264 เซลล์ จ่ายกำลังไฟในระดับ 24.2 kWh หากชาร์จด้วยกำลังไฟ 2.3 kW (230 V) จะเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา 13 ชั่วโมง หากชาร์จด้วยกำลังไฟ 3.6 kW ช่วยลดเวลาลงมาเหลือ 8 ชั่วโมง และถ้าชาร์จจากสถานีจ่ายไฟ (CCS Charging Station) จะได้พลังงานไฟฟ้ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา 30 นาทีเท่านั้น แรงบิดสูงสุดมีออกมาให้ใช้งานเต็มๆ ตั้งแต่มอเตอร์เริ่มหมุน e-Golf จึงเร่งจาก 0-60 กม./ชม. ด้วยเวลา 4.2 วินาที และเร่งผ่าน 100 กม./ชม. ใช้เวลา 10.4 วินาที กับความเร็วสูงสุดที่ถูกล็อกไว้ที่ 140 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองหรือระยะทางที่วิ่งได้ ต่อการชาร์จแบตเต็มแต่ละรอบ อยู่ที่ระหว่าง 130-190 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับระดับในการใช้คันเร่ง e-Golf  จึงรองรับการใช้งานในเมืองในแต่ละวันได้แบบสบายๆ ประเด็นที่จะช่วยให้ e-Golf เข้าไปทำตลาดในหลายเมืองใหญ่ได้ง่ายขึ้น คือ การปล่อย CO2 ออกสู่บรรยากาศในระดับ Zero หรือไร้มลพิษโดยสิ้นเชิงนั่นเอง

13_resize

e-Golf ใช้ Heat Pump ควบคุมอุณหภูมิ ควบคุมความเสถียรในการจ่ายกระแสไฟ

ชุดแบตเตอรี่ใน e-Golf มีระบบควบคุมอุณหภูมิ เพื่อเพิ่มความเสถียรในการจ่ายกระแส โดยการใช้ Heat Pump ในอุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน ทำงานร่วมกับระบบปรับอากาศแบบไฟฟ้า (Electric Air Conditioning Compressor) เป็นการควบคุมทั้งเรื่องความร้อนและความเย็น โดยเฉพาะในภูมิภาคหนาวสุดขั้ว ที่จะทำให้พลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ถูกสูบอย่างสิ้นเปลืองมากยิ่งขึ้น จุดที่ทำให้ e-Golf ดูโดดเด่นกว่าคู่แข่งอย่าง C30 Electric อยู่ที่มีโหมดการขับเคลื่อน มีมาให้ผู้ขับเลือกใช้งานถึง 3 โหมด ได้แก่ Normal, Eco และ Eco+ โดยโหมด Normal จะเป็นระบบการใช้งานพื้นฐานตามสเป็กจากโรงงาน ขณะที่โหมด Eco กำลังสูงสุดจากมอเตอร์จะถูกลดลงมาที่ 70 kW พร้อมแรงบิดสูงสุด 220 Nm ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 13.1 วินาที ความเร็วสูงสุดลดลงมาเหลือ 115 กม./ชม.

14_resize

แบตเตอรี่ e-Golf จัดอยู่ในประเภทลิเทียม-อิออน ประกอบด้วย 264 เซลล์ จ่ายกำลังไฟในระดับ 24.2 kWh ถ้าชาร์จจากสถานีจ่ายไฟ (CCS Charging Station) จะได้พลังงานไฟฟ้ากว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ภายในเวลา 30 นาที เท่านั้น

ขณะที่โหมดประหยัดสุดๆ Eco+ กำลังจากมอเตอร์จะถูกจำกัดอยู่ที่เพียง 55 kW พร้อมแรงบิดสูงสุด 175 Nm โดยความเร็วสูงสุดจะถูกลดลงมาที่ 90 กม./ชม. การใช้งานทั้งโหมด Eco และ Eco+ จะช่วยให้ e-Golf ขับเคลื่อนด้วยระยะทางที่ไกลยิ่งขึ้น เมื่อเทียบกับโหมดมาตรฐานอย่าง Normal นอกจากโหมดในการขับเคลื่อน วิศวกร Volks ยังออกแบบโหมดในการชาร์จไฟมาให้กับ e-Golf แบ่งระดับในการทำงานเป็น D, D1, D2, D3 และ B มอเตอร์จะเปลี่ยนหน้าที่ไปเป็นเจนเนอเรเตอร์ชาร์จไฟป้อนกลับเข้าสู่แบตเตอรี่ เมื่อมีการชะลอความเร็วหรือเบรก จาก D คือไม่มีการชาร์จไฟใดๆ ไล่เรียงตามลำดับจนถึง B ที่เน้นการชาร์จไฟมากเป็นพิเศษ ซึ่งในแต่ละโหมดของการชาร์จไฟ จะส่งผลต่อเนื่องไปยังการใช้งาน Engine Brake (แรงหน่วง) ที่เกิดขณะชะลอความเร็วด้วยเช่นกัน

Der neue Volkswagen e-Golf

มอนิเตอร์แสดงระดับการใช้พลังงานของระบบการจัดการพลังงาน

ทีม R&D จาก Volkswagen AG ทำการบ้านมาเป็นอย่างดี จึงเล็งเห็นว่า ยังมีลูกค้าบางส่วนอาจเกิดความกังวลกับพวกรถไฟฟ้า 100 เปอร์เซ็นต์ โดยเฉพาะเมื่อต้องใช้เดินทางข้ามเมืองหรือข้ามรัฐ หากแบตของพวกรถไฟฟ้าหมดกลางทางจะเป็นอย่างไร จึงปล่อย Golf GTE ออกมาในเวลาไล่เลี่ยกัน เป็นรถ Plug-in Hybrid ที่ตอบโจทย์เรื่องระยะทางในการใช้งานได้อย่างลงตัว โดยเพราะเมื่อเครื่องยนต์ทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า พร้อมน้ำมันเชื้อเพลิงเต็มถัง Golf GTE จะมีพิสัยทำการไกลถึง 939 กิโลเมตร Der neue Volkswagen e-Golf หัวใจของ Golf GTE เป็นขุมพลังไฮบริด ตัวเครื่องยนต์เป็นบล็อก 1.4 TSI ซึ่งเป็นเครื่องสหกรณ์ประจำค่าย Volks ประจำการครั้งแรกใน Sharan รถรูปแบบ MPV มาจนถึง Beetle และรถ Volks อีกหลายรุ่น ข้อมูลของ Golf GTE ไม่ได้เน้นรายละเอียดของเครื่องยนต์มากนัก แจ้งแต่เพียงว่า ให้แรงม้า 150 PS ผู้เขียนจึงหาข้อมูลของเครื่องยนต์บล็อกเพิ่มเติมมานำเสนอดังต่อไปนี้ เครื่องยนต์ TSI จาก Volks เป็นการใช้ระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection ทำงานร่วมกับระบบอัดอากาศ โดดเด่นเรื่องประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง จากปริมาตรกระบอกสูบถูกลดลงมาเหลือเพียง 1.4 ลิตร สำหรับ Sharan เคยเกิดคำถามที่ว่า เครื่องยนต์ระดับ City Car มันจะไปลากตัวถังระดับ MPV ได้อย่างไร คำตอบนี้จากวิศวกร Volks เรียกได้ว่าเป็นนวัตกรรมเลยทีเดียว เป็นการผนวกจุดเด่นของระบบอัดอากาศทั้ง 2 ประเภท อันได้แก่ ซูเปอร์ชาร์จเจอร์และเทอร์โบชาร์จเจอร์เอาไว้ในเครื่องยนต์บล็อกเดียวกัน Der neue Volkswagen e-Golf ซูเปอร์ชาร์จใช้แรงฉุดจากเครื่องยนต์ เก่งกับการทำงานในรอบต่ำ ย่านรอบสูงจะถูกลดบทบาทลง ขณะที่เทอร์โบย่านรอบต่ำ ไอเสียมีแรงดันน้อย จึง Standby รออยู่เฉยๆ เมื่อรอบเครื่องสูงขึ้น ซูเปอร์ชาร์จจะ ‘ส่งไม้’ ต่อให้เทอร์โบรับหน้าที่อัดอากาศเข้าเครื่องยนต์ต่อไป ซึ่งช่วงการ ‘รับ-ส่งไม้’ ที่ว่า อยู่ที่รอบเครื่อง 3,500 รอบ/นาที สำหรับเครื่องยนต์ TSI ขนาด 1.4 ลิตร ใน Golf GTE แจ้งมาเพียงว่า ใช้ระบบอัดอากาศเฉพาะ ‘เทอร์โบชาร์จเจอร์’ แต่ผลิตกำลังได้ในระดับเดียวกัน 150PS ชิ้นส่วนเคลื่อนที่ภายในเครื่องยนต์เป็นแบบแรงเสียดทานต่ำ, คุณสมบัติด้านความราบเรียบในการทำงาน จากการติดตั้งเพลาสมดุล (Balance shaft) และระบบ EGR ที่ยังคงมีครบถ้วนอยู่เช่นเดิม เฉพาะการทำงานของเครื่องยนต์เพียงอย่างเดียวแบบไม่ต้องพึ่งมอเตอร์ไฟฟ้า ค่ามลพิษในไอเสียก็ผ่านระดับ Euro 6 ได้แบบสบายๆ ขณะที่ E-motor ใน Golf GTE จะให้แรงม้า 102 PS (75 kW) เมื่อรวมกำลังจากเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกันในเชิงกล (ไม่สามารถรวม ด้วยการบวกกันตรงๆ เพราะกำลังบางส่วนต้องสูญเสียไปกับแรงเสียดทานของกลไกการส่งต่อกำลัง) Golf GTE จะมีกำลังรวม 204 PS และแรงบิดสูงสุด 350 Nm แรงม้าและแรงบิดจากต้นกำลังทั้ง 2 รูปแบบ จะมาผ่านเกียร์ DSG 6 สปีด (Triple Clutch) ก่อนส่งกำลังไปขับเคลื่อนล้อคู่หลัง สมรรถนะที่แท้จริงของรถไฮบริดคันนี้ คือ เร่งจาก 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 7.6 วินาที กับความเร็วสูงสุดระดับ 222 กม./ชม. โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะหยุดช่วยเครื่องยนต์ทำงานอัตโนมัติในย่านความเร็วสูง เพื่อป้องกันความเสียหายจากความร้อนสะสมที่เพิ่มขึ้นเป็นลำดับ

Der neue Volkswagen e-Golf

ขั้วต่อสำหรับชาร์จไฟของ e-Golf ในตำแหน่งแทนที่จุดเติมน้ำมันเชื้อเพลิง

มอเตอร์ไฟฟ้าเป็นแบบซินโครนัส (Synchronous) มีขนาดกะทัดรัด จึงถูกจัดวางไว้ในเรือนเกียร์ DSG 6 สปีด ได้อย่างกลมกลืน ในตำแหน่งการวางคั่นกลางระหว่างเครื่องยนต์กับกระปุกเกียร์ และระหว่างมอเตอร์ไฟฟ้ากับเกียร์จะมีชุดคลัตช์ (ชุดที่ 3) มารับหน้าที่ลดแรงกระชากในการส่งถ่ายกำลัง ซึ่งออกแบบสำหรับระบบไฮบริดโดยเฉพาะ รวมทั้งติดตั้งระบบระบายความร้อนให้กับมอเตอร์ ซึ่งใช้น้ำหล่อเย็นวงจรเดียวกับระบบหล่อเย็นของเครื่องยนต์ ในโหมดไฟฟ้าล้วนๆ หรือการขับขี่แบบไร้มลพิษ Golf GTE สามารถวิ่งได้ไกล 50 กิโลเมตร ทำความเร็วสูงสุดได้ 130 กม./ชม. ก่อนที่จะแบตเตอรี่จะหมดลง และเครื่องยนต์จะถูกสตาร์ทติดขึ้น เพื่อขับเคลื่อน E-motor ซึ่งสลับหน้าที่เป็นเจนเนอเรเตอร์ สำหรับชาร์จไฟป้อนกลับเข้าสู่แบตเตอรี่อีกครั้ง ทั้งหมดเป็นที่มาของค่า CO2 ในระดับต่ำเพียง 35 กรัม/กิโลเมตร และตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองสุดหรูเพียง 1.5 ลิตร/100 กิโลเมตร หรือ 66.66 กิโลเมตร/ลิตร เท่านั้น ขณะที่โหมด GTE จะเน้นการขับขี่ในสปอร์ต เครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าจะผสานกำลังกันอย่างเต็มฝีเท้า แบบไม่สนใจเรื่องอัตราสิ้นเปลือง Golf GTE มาพร้อม 2 ระบบหลักที่ช่วยลดมลพิษและลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงขณะใช้งานในเมือง ระบบแรก Start-Stop ระบบนี้ของ Volks ถูกออกแบบมาให้ทำงานได้ทั้งเกียร์ธรรมดาและเกียร์ DSG ช่วยประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับการใช้งานในเมืองได้เฉลี่ย 0.2 ลิตรต่อ 100 กิโลเมตร สำหรับเกียร์ DSG เพียงผู้ขับเหยียบแป้นเบรกค้างไว้ เครื่องยนต์จะดับอัตโนมัติ คลัตช์อยู่ในตำแหน่ง ‘ตัด’ ทั้งๆ ที่คันเลื่อนเกียร์ยังอยู่ในตำแหน่ง ‘D’ ปกติ เบรกมือไฟฟ้าทำหน้าที่ห้ามล้อป้องกันรถไหล เมื่อได้รับสัญญาณไฟเขียว ผู้ขับเพียงแตะคันเร่งเบาๆ เครื่องยนต์ก็จะสตาร์ทติด เบรกมือถูกปลดอัตโนมัติ ผู้ขับสามารถออกรถได้ในทันที

Der neue Volkswagen e-Golf

e-Golf มีอัตราสิ้นเปลืองหรือระยะทางที่วิ่งได้ ต่อการชาร์จแบตเต็มแต่ละรอบ อยู่ที่ระหว่าง 130-190 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับระดับในการใช้คันเร่ง

ถัดมาระบบ Battery Regeneration ถูกออกแบบมาเพื่อช่วยลดการสร้างภาระให้กับเครื่องยนต์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ที่เครื่องยนต์ต้องการกำลัง เช่น ขณะออกตัวและเร่งแซง ระบบนี้ไม่มีอะไรซับซ้อนไปกว่าการ ‘ปรับผัง’ การทำงานของระบบชาร์จไฟในรถยนต์ใหม่ แบบเฉพาะเจาะจงมาให้ทำงานในช่วงที่เครื่องยนต์ไม่ต้องการกำลัง เช่น ขณะชะลอความเร็ว และขณะเบรก ดังนั้น ไม่ว่าจะเป็นการออกตัวหรือเร่งแซง โหลดเพียงเล็กน้อยที่เกิดขึ้นจากการชาร์จไฟ ก็จะไม่มีส่วนในการแชร์ประสิทธิภาพของเครื่องยนต์ลงได้อีกต่อไป (เครื่องยนต์ขนาดเล็กจะมีผลมาก) ปิดท้ายด้วยระบบแอโรไดนามิก เป็นส่วนหนึ่งของงานวิศวกรรมพื้นฐานใน Golf Mk VII รูปทรงแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ขนาดเล็ก และงานออกแบบที่ไม่ละเลยทั้งส่วนโค้ง (Convex) และส่วนเว้า (Concave) บนพื้นผิวตัวถัง ทั้งหมดได้รับการขัดเกลาผ่านแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ ด้วยโปรแกรมเฉพาะทางอย่าง CFD (Computational Fluid Dynamics) จนค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านทานอากาศ (Cd. : Drag Coefficient) เหลือเพียง 0.318 ความลู่ลมที่ได้มา ช่วยลดได้ทั้งเสียงลมปะทะตัวถังขณะรถเคลื่อนที่ และลดอัตราการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งตัวเลข Cd. ของ Golf GTE จะอยู่ในระดับเดียวกับ Golf บอดี้มาตรฐาน ขณะที่รถไฟฟ้า e-Golf เน้นความลู่ลมมากเป็นพิเศษ กับตัวเลขต่ำกว่าที่ระดับ 0.281 เท่านั้น

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย นิตยสาร กรังด์ปรีซ์ : www.grandprix.co.th/grandprixmagazine
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์ รถจักรยานต์ รถใหม่ ไดที่ื www.grandprix.co.th