the-king
HomeTest DriveNEW MG GS ความแตกต่างที่ท้าทาย ?
mggs_cover

NEW MG GS ความแตกต่างที่ท้าทาย ?

บริษัท เอ็มจี เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด จัดกิจกรรม Group Test ทดสอบสมรรถนะ NEW MG GS รถสปอร์ตเอสยูวีรุ่นใหม่ ที่แรงด้วยเครื่องยนต์เบนซินเทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร พละกำลังสูงสุด 218 แรงม้า และแรงบิดสูงสุด 350 นิวตันเมตร บนเส้นทางที่หลากหลายกว่า 600 กิโลเมตร จากกรุงเทพสู่ จ.ประจวบคีรีขันธ์

MG_GS_Group_TEST_41

MG_GS_Group_TEST_37

NEW MG GS เป็นรถ Compact SUV รุ่นแรกจาก MG และจัดงานเปิดตัวครั้งแรกเมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา โดยได้ชูจุดเด่นที่ความอเนกประสงค์ในการใช้งาน รูปโฉมสะดุดตาสไตล์สปอร์ต และเครื่องยนต์เบนซิน เทอร์โบ ขนาด 2.0 ลิตร ที่แรงได้อย่างทันใจ ซึ่งตั้งแต่ช่วงงานบางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ จนถึงเดือนเมายนที่ผ่านมา มีผู้คนให้ความสนใจและสั่งจอง NEW MG GS ไปแล้วกว่า 300 คัน ถือว่าแม้จะมีคู่แข่งในตลาดอยู่มากพอสมควร แต่ด้วยความสดใหม่และผู้บริโภคยุคใหม่ต้องการความแตกต่าง ทำให้ต้องมาลองดูว่า  NEW MG GS มีดีอย่างไร?

MG_GS_Group_TEST_05 รูปโฉมของ NEW MG GS ออกแบบด้วยแนวคิด บริท ไดนามิค (Brit Dynamic) และ ไดมอน โฟล์ว ดีไซน์ (Diamond Flow Design) สะดุดตาด้วยฝีมือการดีไซน์ของศูนย์การออกแบบ ยูเค เทคนิคคัล เซนเตอร์ (UK Technical Centre) ณ เมืองเบอร์มิงแฮม ดีไซน์โฉบเฉี่ยวสะท้อนเอกลักษณ์แบบไม่ตามใคร (Follow No Others) จะเห็นว่าเส้นสายรอบคันเน้นความสปอร์ตและปราดเปรียว แม้ตัวถังจะมีขนาดที่ค่อนข้างใหญ่

MG_GS_Group_TEST_35

MG_GS_Group_TEST_11

สำรวจที่ไฟหน้าเป็นแบบ เอช ไอ ดี โปรเจคเตอร์ (HID Projector) พร้อมระบบเปิด-ปิดอัตโนมัติ ปรับระดับไฟหน้าสูง-ต่ำอัตโนมัติ ระบบหัวฉีดน้ำล้างไฟหน้า และไฟเดย์ไทม์ รันนิ่ง ไลท์ (Daytime Running Lights), ไฟท้ายแบบแอลอีดี (LED) พ่วงด้วยไฟเบรกดวงที่สาม, ไฟตัดหมอกด้านหน้าและหลัง อีกทั้งติดตั้งซันรูฟแบบปรับไฟฟ้ามาช่วยเพิ่มบรรยากาศในการใช้งานอีกด้วย ซึ่งมีเฉพาะในรุ่นขับเคลื่อนแบบ AWD เท่านั้น

MG_GS_Group_TEST_18

MG_GS_Group_TEST_16

MG_GS_Group_TEST_17

ส่วนการออกแบบและตกแต่งภายในห้องโดยสาร เน้นความสปอร์ต ดูทันสมัยและเฉียบคม เลือกใช้วัสดุประเภทหนังระดับพรีเมี่ยมสีดำให้อารมณ์ดุดัน การจัดวางอุปกรณ์ต่างๆ ทำได้เหมาะสมต่อการใช้งาน ติดตั้งอุปกรณ์ที่ให้มาค่อนข้างครบ ไม่ว่าจะเป็นพวงมาลัยมัลติฟังก์ชั่น พร้อม ครูส คอนโทรล (Cruise Control) ในรุ่น AWD, กุญแจอัจฉริยะ การสตาร์ทรถแบบ Push Start, ระบบปรับอากาศอัตโนมัติพร้อมช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลัง, กระจกมองหลังปรับแสงอัตโนมัติ, เบาะนั่งด้านหน้าปรับด้วยไฟฟ้า ส่วนเบาะหลังสามารถพับแยกได้ 60:40 เพิ่มพื้นที่จัดเก็บสัมภาระได้มากโข และที่ขาดไม่ได้คือเทคโนโลยีการสื่อสารอัจฉริยะ inkaNet (อินคาเน็ต) อัดแน่นไปด้วย 12 ฟังก์ชั่นที่จำเป็น (ดูได้จากคลิป)

พร้อมฟังก์ชั่นใหม่ที่เพิ่มขึ้น ได้แก่ การโทรออก-รับสาย การรับ-ส่งข้อความ หรือ แม้กระทั่งการแชร์สัญญาณอินเทอร์เน็ตไร้สายผ่านหน้าจอวิทยุ ตลอดจนระบบการนำทางรถยนต์แสดงผลผ่านหน้าจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้วและระบบเครื่องเสียงลำโพง 8 ตัวรองรับมัลติมีเดียและการเชื่อมต่อไร้สายผ่านบลูทูธ พร้อม USB และ AUX

MG_GS_Group_TEST_04

MG_GS_Group_TEST_03

MG_GS_Group_TEST_15

จัดเต็มด้วยระบบความปลอดภัยที่ยาวเป็นหางว่าว อาทิ ระบบการป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน (ABS – Anti-lock Braking System) พร้อมระบบช่วยกระจายแรงเบรก (EBD – Electronic Brake Force Distribution) ระบบป้องกันการไหลของรถโดยไม่ต้องเหยียบเบรกค้าง (AVH – Auto Vehicle Hold) ระบบทำความสะอาดจานเบรกอัจฉริยะ (BDC – Intelligent Brake Disc Cleaning) ระบบเพิ่มแรงดันไฮดรอลิคเบรกให้เหมาะสม (OHBV – Optimized Hydraulic Brake Servo) ระบบป้องกันการลื่นไถล เมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน (MSR – Motor Control Slide Retainer) ระบบเสริมแรงเบรกด้วยอิเล็กทรอนิกส์ (EBA – Electronic Brake Assist System) ตลอดจนระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน (HAS – Hill-Start Assist) ระบบตรวจสอบความผิดปกติของลมยาง (TPMS – Tire Pressure Monitor System) และระบบเบรกมือไฟฟ้า (EPB – Electronic Parking Brake) ซึ่งทั้งหมดอยู่ภายใต้ระบบหนึ่งเดียวคือ SYNCHRONIZED PROTECTION SYSTEM 13 พร้อมทั้งโครงสร้างตัวถังนิรภัย เทคโนโลยี FSF – Full Space Frame ป้องกันทั้งคันด้วยถุงลม 4 จุด คู่หน้าและด้านข้าง

MG_GS_Group_TEST_33

MG_GS_Group_TEST_39

MG_GS_Group_TEST_41

สำหรับขุมพลังทั้งในรุ่น 2.0TD 2WD และรุ่น 2.0TX AWD ใช้เครื่องยนต์เบนซิน รหัส 20L4Eขนาด 2.0 ลิตร DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว Turbo TGI-TECH จ่ายน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection แรงม้าสูงสุด 218 แรงม้า ที่ 5,300 รอบต่อนาที และมีแรงบิดสูงสุดที่ 350 นิวตันเมตร ที่ 2,500-4,000 รอบต่อนาที ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ แบบ Twin Clutch Sportronic (TST) 6 สปีด ที่ค่อนข้างให้การตอบสนองในการเปลี่ยนเกียร์ได้รวดเร็วและลื่นไหลอย่างต่อเนื่อง

MG_GS_Group_TEST_40 MG_GS_Group_TEST_42

ในส่วนของเส้นทางทดสอบ ทางทีมงาน MG จัดเส้นที่สามารถลองอัตราเร่งและการตอบสนองของช่วงล่างได้อย่างเต็มที่ ซึ่งผู้เขียนสลับขับเป็นไม้ที่ 3 ในช่วงทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 3510 จ.เพชรบุรี ที่เป็นทางตรงยาว และมีทางโค้งที่หลากหลายให้ได้ลองระบบช่วงล่าง โดยรุ่นที่ขับเป็นรุ่น 2.0TX AWD แล้วจึงสลับมาขับในรุ่น 2.0TD 2WD ในช่วงท้าย

MG_GS_Group_TEST_24

MG_GS_Group_TEST_27

MG_GS_Group_TEST_29

แรกสัมผัสต้องยอมรับว่าห้องโดยสารดูทันสมัย จัดวางอุปกรณ์ต่างให้ใช้งานได้ง่าย เบาะนั่งโอบกระชับช่วงลำตัวได้เป็นอย่างดี พื้นที่ห้องโดยสารกว้าง แม้ว่าผู้เขียนจะมีความสูง 180 เซนติเมตร และรูปร่างใหญ่ ยังให้ความรู้สึกที่นั่งสบาย ลองหมุนพวงมาลัยผ่อนแรงด้วยไฟฟ้า ให้ความรู้สึกที่เบาและคล่องตัว เมื่อพร้อมแล้วจึงออกเดินทางต่อ

MG_GS_Group_TEST_25

แต่สิ่งที่ทำให้ประหลาดใจคือ เมื่อเข้าเกียร์ D ถอนเท้าจากแป้นเบรก รถกลับเคลื่อนตัวช้ามาก! ช้าจนต้องกดคันเร่งเติมเข้าไป และเมื่อกดคันเร่งลงไปเล็กน้อยรถกลับพุ่งไปข้างหน้าอย่างรวดเร็วจนน่าตกใจ (เป็นเพราะยังไม่ชินกับน้ำหนักของแป้นคันเร่ง) เมื่อออกตัวแล้ว ทำความเร็วในราว 80-100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง สังเกตรอบเครื่องจะอยู่ที่ 1,500 รอบต่อนาที และเมื่อกดคันเร่งเติมความเร็วเข้าไปแตะ 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รอบเครื่องจะอยู่ระดับ 2,000 รอบต่อนาที ในจังหวะการขับช่วงนี้ NEW MG GS ทำได้น่าประทับใจ พวงมาลัยตอนสนองได้คมและมีน้ำหนักที่พอดีน่าชมเชย พอได้จังหวะถนนโล่งจึงลองกดคันเร่งแบบเต็มๆ จากความเร็วช่วง 80 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รอบเครื่องกวาดขึ้นไปถึง 5,000 รอบต่อนาที ความเร็วพุ่งกระชากจนหลังติดเบาะ และเข็มวัดความเร็วกวาดไปแตะ 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เพียงอึดในเดียวเท่านั้น และด้วยความเร็วระดับนั้น รถยังสามารถจะทำความเร็วต่อเนื่องไปได้อีก แต่เพื่อความปลอดภัย ผู้เขียนเลือกลดความเร็วลงมาในระดับปกติ กดแป้นเบรกเบาๆ รู้สึกถึงความหยุ่นเท้าพอสมควร ต้องกดแป้นเบรกให้ลึกขึ้น ถึงจะพอรู้สึกได้ว่ารถกำลังชะลอความเร็ว สังเกตว่าเสียงเครื่องยนต์ในตอนที่คิกดาวน์นั้นเล็ดลอดเข้ามาในห้องโดยสารน้อยมาก แต่เพียงเสียงลมกระพือที่ดังเข้ามาในช่วงความเร็วที่สูงกว่า 120 กิโลเมตรต่อชั่วโมง รวมทั้งเสียงของยางที่บดไปตามพื้นถนนที่ดังมาจากซุ้มล้อด้านหลัง

MG_GS_Group_TEST_36

สิ่งที่น่าประทับใจมากคือ อัตราเร่งที่ทันใจ การส่งกำลังของเกียร์ที่ลื่นไหล และช่วงล่างหน้าอิสระแม็คเฟอร์สันสตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง ด้านหลังแบบอิสระมัลติลิงค์ พร้อมเหล็กกันโคลง ที่ไม่ได้นุ่มนวลมาก แต่เซ็ทให้แข็งเล็กน้อยทำให้การขับด้วยความเร็วสูงมีความมั่นใจมากขึ้น

MG_GS_Group_TEST_01

จากนั้นถึงจุดเปลี่ยนรถมาขับในรุ่น 2.0TD 2WD ซึ่งมีน้ำหนักตัวถังน้อยกว่าถึง 100 กิโลกรัม มีความแตกต่างชัดเจนคือ การออกตัวที่รวดเร็วกว่า การเบรกที่ตอบสนองได้ดีกว่า และที่สำคัญมันกลับรู้สึกขับได้ง่ายและคล่องตัวกว่ามาก ลองทำความเร็วด้วยการคิกดาวน์อีกครั้ง ตั้งแต่เริ่มออกตัว ไปจนถึงระดับ 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง เสียงเครื่องยนต์ดังคำรามเข้ามาให้ห้องโดยสารพอให้รู้สึกเร้าใจ แต่ไม่ได้ดังจนน่าหนวกหู เข็มความเร็วกวาดไปทางขวาอย่างต่อเนื่อง ดูนาฬิกาจับเวลาอย่างคร่าวๆ ทำเวลาได้เลย 9 วินาทีไปนิดหน่อย (นั่ง 3 คน พร้อมสัมภาระด้านหลัง) ถือว่าทำได้ใกล้เคียงกับตัวเลขที่เคลมเอาไว้ 8.2 วินาที แถมความเร็วยังไปได้ต่อเนื่องแตะ 170 กิโลเมตรต่อชั่วโมง โดยที่พวงมาลัยยังนิ่ง ช่วงล่างยังคงหนึบและแน่นให้ความมั่นใจได้อย่างดีเยี่ยม

MG_GS_Group_TEST_08

สิ่งที่น่าประทับใจหลักๆ คือ เรื่องของเครื่องยนต์ เกียร์ ระบบบังคับเลี้ยวและช่วงล่าง ที่ทำงานสัมพันธ์กันได้อย่างลงตัว อัตราเร่งโดยเฉพาะจังหวะที่ต้องเร่งแซง รอบเครื่องมาเร็วพร้อมๆ กับความเร็วที่พุ่งทะยานตามมา ไม่จำเป็นต้องรอรอบมากนัก และที่สำคัญช่วงล่างที่เซ็ทมาให้มีความแข็งเล็กน้อย แต่ไม่ได้ถึงขนาดกระด้าง ตรงนี้เป็นเรื่องดี เพราะส่วนใหญ่รถในกลุ่ม SUV จะมีช่วงล่างที่นุ่มนวล จึงไม่เหมาะกับการใช้ความเร็วสูง เพราะการยึดเกาะถนนจะลดน้อยลง ตัวถังจะโยนตัวมากขึ้นและเสี่ยงอันตรายมากกว่า…เกือบลืมไปอีกเรื่อง…เบาะหลังสามารถปรับเอนได้ และรองรับช่วงหลังได้สบาย ทำให้เมื่อปรับเบาะเอนแล้ว นั่งสบายจนเผลอหลับแบบไม่รู้ตัวจริงๆ

MG_GS_Group_TEST_06

ส่วนเรื่องที่เป็นคำแนะนำให้ทางทีมงาน MG ปรับปรุงและเป็นข้อแนะนำที่ผู้สื่อข่าวที่ได้ขับทดสอบแล้วเห็นไปในทิศทางเดียวกันคือ จังหวะการออกตัวที่ช้าเกินไป เพราะเมื่อออกตัวช้า พฤติกรรมของผู้ขับจะต้องกดคันเร่งให้ลึกลง ซึ่งด้วยแรงบิดที่สูงจะทำให้รถพุ่งออกตัวอย่างรวดเร็ว ซึ่งอาจจะเกิดอันตรายต่อผู้ขับที่ไม่คุ้นชินได้ และเรื่องเล็กๆ น้อยๆ อย่างการที่รถมีที่วางของค่อนข้างน้อย ขนาดจะหาที่วางโทรศัพท์ยังไม่มี ทำให้กลายเป็นเรื่องที่ลำบากใจมาก (แนวคิดการออกแบบของยุโรปกับเอเชียช่างขัดแย้งกันจริงๆ)

MG_GS_Group_TEST_10

โดยสรุปแล้วยังถือว่า NEW MG GS เป็นรถอเนกประสงค์ที่ตอบโจทย์การใช้งานได้อย่างเหมาะสม ด้วยราคาค่าตัวในรุ่น  2.0TD 2WD ราคา 1,210,000 บาท และ 2.0TX AWD ราคา 1,310,000 บาท ถือว่าอยู่ในเรทราคาที่รับได้และสมเหตุสมผลกับสิ่งที่ MG จัดให้มาแบบเต็มๆ โดยเฉพาะเรื่องความปลอดภัย แต่ทั้งนี้อยู่ที่ผู้บริโภคว่าจะยอมรับในคุณภาพและการบริการหลังการขายของ MG เพียงใด

เรื่อง : พุทธิ  ผาสุข

เรียบเรียงข้อมูลโดย กรังด์ปรีซ์ออนไลน์ GRANDPRIX ONLINE
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์ รถจักรยานต์ รถใหม่ ได้ที่ www.grandprix.co.th

Comments

comments

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.