รถไฮบริดเป็นทางออกของอุตสาหกรรมยานยนต์ ในยุคที่โลกของรถยนต์ถูกควบคุมด้วยมาตรฐานควบคุมมลพิษอย่างเต็มรูปแบบ นับตั้งแต่รถขนาดเล็ก รถครอบครัว ขยับต่อเนื่องมาจนถึงรถหรู และก้าวต่อไปยังรถระดับซูเปอร์คาร์ รถไฮบริดไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่สำหรับผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำอย่าง Mercedes-Benz ทว่า ‘S 500 PLUG-IN HYBRID’ ได้ก้าวนำวงการไฮบริดอีกครั้ง ด้วยการใช้เรดาร์เทคโนโลยีมาช่วยพยากรณ์การชาร์จไฟของระบบ อีกทั้งตัวมอเตอร์ไฟฟ้าได้รับการถ่ายทอด know-how มาจาก SLS AMG Electric Drive ผลลัพธ์ที่ได้คือ Luxury Car ระดับเรือธงประจำค่ายที่ทรงพลัง ทั้งยังสะอาดและประหยัด ไม่เป็นรองรถกลุ่ม City Car!!!

Mercedes-Benz S-Klasse. S 500 PLUG-IN HYBRID (V222), 2014

S 500 PLUG-IN HYBRID มาในตัวถัง Long wheelbase ความยาวรวม 5,246 มิลลิเมตร

มอเตอร์ไฟฟ้าถูกพัฒนาให้เป็นต้นกำลังอีก 1 รูปแบบ สำหรับขับเคลื่อนรถนอกเหนือจากเครื่องยนต์ เหตุผลหลักคือใช้พลังงานไฟฟ้า ซึ่งเป็นพลังงานสะอาด ปราศจากมลพิษ ทว่า จุดอ่อนของมอเตอร์ไฟฟ้าสำหรับหน้าที่ขับเคลื่อนรถ จะเป็นเรื่องของฟีลลิ่งที่ให้การเพิ่มรอบ (ความเร็ว) ที่แตกต่างจากเครื่องยนต์ ความเร็วที่ได้มาอย่างราบเรียบ ไร้ซึ่งอารมณ์ในแบบเครื่องยนต์ ซึ่งในส่วนนี้ได้รับการพัฒนาให้ดีขึ้นตามลำดับ ทั้งจากการแบ่งสเต็ปในการทำงาน รวมถึงการส่งกำลังผ่านชุดเกียร์ ที่จะให้ความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ (ของการขับรถยนต์) มากยิ่งขึ้น

Mercedes-Benz S-Klasse. S 500 PLUG-IN HYBRID (V222), 2014

ใช้กันสะเทือน AIRMATIC ปรับความสูงของตัวถังอัตโนมัติ น้ำหนักของ HV แบตเตอรี่ (High-voltage Battery) 114 กิโลกรัม บนเพลาหลัง จึงไม่สร้างปัญหาใดๆ ให้กับ S 500 PLUG-IN HYBRID

 

สำหรับ S 500 PLUG-IN HYBRID ใช้สถาปัตยกรรมมอเตอร์ไฟฟ้าที่ได้รับการถ่ายทอดเทคโนโลยีมาจาก SLS AMG Electric Drive ซึ่งซูเปอร์คาร์พลังงานไฟฟ้าโมเดลนี้ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ 4 ตัว นับรวมกำลังได้ 552 kW (751 hp) แรงบิด 1,000 Nm ทำอัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 3.9 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกล็อกไว้ที่ 250 กม./ชม. กับระยะการใช้งาน 250 กิโลเมตร ต่อการชาร์จแบตเต็มในแต่ละรอบ

ก่อนเข้าเนื้อหาของระบบไฮบริด ทั้งในส่วนของเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้า คงขาดไม่ได้เลยที่จะกล่าวถึงรายละเอียดของ S-Class รหัสตัวถังล่าสุด W222 ซึ่ง S 500 PLUG-IN HYBRID ใช้พื้นฐานโครงสร้างร่วมกับ W222 ตัวถัง Long wheelbase รุ่นเครื่องยนต์อื่นๆ เกือบทุกประการ ทางกายภาพจะมีจุดแตกต่างให้เห็นชัดๆ ก็ตรงท้ายรถ บริเวณส่วนล่างของไฟท้ายฝั่งขวา ที่เพิ่มช่องสำหรับขั่วต่อเสียบชาร์จไฟมาให้เท่านั้น

Mercedes-Benz S-Klasse. S 500 PLUG-IN HYBRID (V222), 2014

ความลงตัวในการจัดวางอุปกรณ์ระบบไฮบริด ออกแบบโดยให้ความสำคัญกับเรื่องการกระจายน้ำหนักระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลังด้วย

 

สำหรับ S-Class บอดี้ล่าสุด รหัสตัวถัง W222 ผู้เขียนได้นำเสนออย่างละเอียดไปแล้ว ขออนุญาตหยิบเนื้อหาบางส่วนมาเล่าซ้ำ เพื่อให้บทความของ Mercedes-Benz S 500 PLUG-IN HYBRID ครบถ้วนมากที่สุด S-Class ใหม่ ยังคงสไตล์การออกแบบที่ผสมผสานความไฮคลาสและความสปอร์ตเอาไว้อย่างลงตัว เป็นดีไซน์ที่สื่อสารถึงอารมณ์ ความรู้สึก และการเคลื่อนไหว แม้ S-Class จะจัดเป็นรถซาลูนระดับเรือธงประจำค่าย แต่ตัวถังใหม่ได้รับการขัดเกลาจนดูปราดเปรียว มาพร้อมตัวเลขสัมประสิทธิ์แรงต้านทานอากาศที่ต่ำเพียง 0.23-0.24 ขณะเดียวกัน S-Class บอดี้ล่าสุด ยังนำเสนอมุมมองในเรื่องความปลอดภัยได้อย่างโดดเด่นตามสไตล์รถระดับเรือธงประจำค่าย Mercedes-Benz

S-Class W222 ใช้โครงสร้างแบบ Hybrid Structure เป็นโครงสร้างลูกผสมระหว่างเหล็กกล้าและอะลูมิเนียม โดยกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ของเหล็กที่ใช้ เป็นเหล็กกล้าทนความเค้นสูง ที่มีชื่อว่า Ultra-high-strength-steels (CP1000) ขณะที่ส่วนประกอบอื่นๆ บนตัวถังเน้นความแข็งแกร่ง แต่น้ำหนักเบา และไม่สร้างภาระให้กับสิ่งแวดล้อม ตัวถังของ W222 จึงมีให้เห็นทั้ง เหล็ก อะลูมิเนียม และพลาสติกรีไซเคิล ที่ผสมผสานกันอยู่อย่างกลมกลืน

Mercedes-Benz S-Klasse. S 500 PLUG-IN HYBRID (V222), 2014

พละกำลังรวม 325 kW (442 hp) พร้อมแรงบิดสูงสุด 650 Nm สร้างอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ระดับรถสปอร์ต เพียง 5.2 วินาที

 

W222 ใช้อะลูมิเนียมแทนที่เหล็กในหลายจุด อาทิ ฝากระโปรงหน้าและหลัง ประตูทั้ง 4 บาน แก้มข้าง คานภายในกันชนทั้งด้านหน้าและด้านหลัง และซับเฟรมในจุดต่างๆ การใช้อะลูมิเนียมแทนที่เหล็กในหลายส่วนบนตัวถัง ช่วยลดน้ำหนักลงได้ราว 95 กิโลกรัม เมื่อเทียบกับ S-Class W221 (2005-2013) ซึ่งเหตุผลที่วิศวกรพยายามกระจายอะลูมิเนียมไปในหลายจุดรอบคัน เพื่อช่วยในเรื่องการสมดุลน้ำหนักด้วยนั่นเอง

ท้ายรถยกสูง ถอดแบบความอลังการมาจาก MAYBACH โคมไฟท้ายขนาดใหญ่ถูกแบ่งออกเป็น  4 ชั้น แต่ละชั้นแบ่งด้วยเส้น LED ให้มุมมองในรูปแบบ 3 มิติ มองเห็นได้อย่างชัดเจนในระยะไกล S-Class W222 ปฏิวัติระบบส่องสว่างในรถทั้งคันด้วย Full LED นับตั้งแต่โคมไฟหน้าแต่ละข้างที่ใช้หลอด LED รวม 56 หลอด โคมไฟท้ายแต่ละข้างใช้หลอด LED รวม 35 หลอด ระบบส่องสว่างทั้งหมดภายในห้องโดยสารใช้หลอด LED รวม 300 หลอด เบ็ดเสร็จ S-Class ทั้งคันใช้หลอด LED รวมเกือบ 500 หลอด ไม่ได้แค่เพียงเรื่องความสวยงาม แต่หลอด LED ยังสว่างได้เร็วกว่า ประหยัดพลังงานมากกว่า และมีอายุการใช้งานที่ยาวนานกว่าหลอดไส้เดิมๆ หลายเท่าตัว

เปิดฝากระโปรงหน้าจะเห็นเฉพาะขุมพลัง V6 bi-turbo วางตามแนวยาว ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าถูกซ่อนไว้ภายในกระปุกเกียร์ไฮบริด โดยทั้งแรงม้าและแรงบิดจะถูกส่งไปขับเคลื่อนล้อหลัง

เปิดฝากระโปรงหน้าจะเห็นเฉพาะขุมพลัง V6 bi-turbo วางตามแนวยาว ส่วนมอเตอร์ไฟฟ้าถูกซ่อนไว้ภายในกระปุกเกียร์ไฮบริด โดยทั้งแรงม้าและแรงบิดจะถูกส่งไปขับเคลื่อนล้อหลัง

โดย LED low-beam headlamps หรือหลอด LED ในส่วนของไฟต่ำ จะกินกำลังไฟเพียง 34 วัตต์ ขณะที่หลอดฮาโลเจนใช้ 120 วัตต์ ส่วนไฟซีนอนใช้กำลังไฟราว 84 วัตต์  Full LED จึงประหยัดพลังงานกว่า และช่วยลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงลงได้ 0.05 ลิตร ต่อ 100 กิโลเมตร รวมทั้งลดการปล่อย CO2 ลงได้อีก 2.1 กรัม/กิโลเมตร เมื่อเปรียบเทียบกับการใช้หลอดฮาโลเจน

ภายในห้องโดยสารเทียบชั้น First-class ทั้งเรื่องในเรื่องดีไซน์และวัสดุระดับพรีเมียม คอนโซลหน้าชิ้นใหญ่มาพร้อมจอ TFT ขนาด 12.3 นิ้ว จำนวน 2 จอ ให้อัตราส่วนภาพ 8:3 จอแรกใช้แสดงข้อมูลทั่วไปสำหรับการขับขี่ เช่น มาตรวัดความเร็ว มาตรวัดรอบ โหมดการทำงานของระบบไฮบริด ฯลฯ ส่วนจอบริเวณกลางคอนโซลสำหรับอุปกรณ์ Infotainment ทั้งหลาย แอนิเมชั่นสวยๆ แสดงการทำงานของระบบไฮบริด ไล่เรียงไปจนถึงการปรับแต่งระบบปรับอากาศ THERMOTRONIC  ที่สุดไฮเทคด้วยฟังก์ชัน AIR-BALANCE ซึ่งรับหน้าที่สร้างบรรยากาศที่ผ่อนคลายภายในห้องโดยสาร

Pressefahrveranstaltung Mercedes Benz, S-Klasse, S 500 PLUG-IN H

ของเล่นไฮเทค คุณภาพวัสดุ รวมทั้งธีมสีภายในห้องโดยสาร เลือกได้ตามรสนิยมของลูกค้า

 

ความปลอดภัยของโครงสร้าง รถยนต์ Mercedes-Benz  โมเดลใหม่ ได้รับการพัฒนาเทคโนโลยีการรับแรงและการกระจายแรงให้มีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น ให้ความมั่นใจในการปกป้องผู้โดยสารตามมาตรฐาน Mercedes-Benz  โดยเฉพาะกับ S-Class ที่เป็นรถโมเดลสูงสุดของค่าย เราจึงขอผ่านเรื่องพวกนี้ไปเลย ข้ามมาดูของเล่นไฮเทคใน W222 กันดีกว่าครับ

เริ่มต้นที่ระบบ PRE-SAFE วิศวกร Mercedes-Benz  จัดให้มันอยู่ในหมวดหมู่ของอุปกรณ์ความปลอดภัยประเภท Passive Safety หรือระบบที่ช่วยปกป้องผู้โดยสารหลังจากเกิดอุบัติเหตุ เป็นระบบที่ใช้เทคโนโลยีมาช่วยพยากรณ์โอกาสที่รถจะประสบอุบัติเหตุ เริ่มต้นพัฒนาใช้มาก่อน S-Class W221 จวบจนปัจจุบันระบบนี้มีใช้มากว่า 10 ปี พร้อมอัพเกรดตามระดับความก้าวหน้าของเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง ระบบ PRE-SAFE ใน S-Class W222 จึงเป็นเวอร์ชั่นที่สมบูรณ์แบบที่สุดในเวลานี้

Mercedes-Benz S-Klasse. S 500 PLUG-IN HYBRID (V222), 2014

แอนิเมชั่นแสดงการทำงานของระบบไฮบริด

 

การทำงานของ PRE-SAFE เป็นการคาดการณ์การเกิดอุบัติเหตุล่วงหน้า เพื่อสั่งให้อุปกรณ์ Passive Safety ที่ทำงานด้วยไฟฟ้าทั้งหมดเตรียมพร้อมรับมือกับอุบัติเหตุ ด้วยการใช้สัญญาณเรดาร์จากด้านหน้ารถ สแกนหาสิ่งกีดขวางบนผิวถนนในระยะไกล ความอัจฉริยะของหน่วยประมวลผลจะแยกแยะได้ว่า เป็นสิ่งกีดขวางที่เคลื่อนที่ หรือเป็นสิ่งกีดขวางที่อยู่นิ่งกับที่ ถ้าเคลื่อนที่ก็จะเป็นรถที่วิ่งอยู่ด้านหน้า ไม่มีอะไรผิดปกติ และถ้าไม่เคลื่อนที่ก็อาจมีรถจอดอยู่ข้างทาง หรือเกิดอุบัติเหตุ มีรถจอดกีดขวางการจราจรอยู่ เป็นต้น

ในกรณีหลัง PRE-SAFE จะสั่งให้ระบบร่วมอื่นๆ พร้อมรับมือกับอุบัติเหตุ เช่น ถ้ามีกระจกบานใดบานหนึ่ง หรือซันรูฟเปิดอยู่ มันจะเลื่อนปิดเองโดยอัตโนมัติ เข็มขัดนิรภัยรวมถึงเบาะนั่งในตำแหน่งที่มีผู้โดยสารนั่งอยู่ จะบังคับให้ท่านั่งของผู้โดยสารอยู่ในตำแหน่งที่ปลอดภัย พนักพิงเอนเข้าสู่ตำแหน่งปกติ หมอนรองขยับเข้าใกล้ศีรษะมากยิ่งขึ้น ส่วนรองรับต้นขาและด้านข้างลำตัวของเบาะนั่ง (คู่หน้า) จะโอบกระชับร่างกายผู้โดยสาร

อีกทั้ง PRE-SAFE จะเชื่อมโยงการทำงานไปถึงระบบ BAS PLUS ในการสั่งสะสมแรงดันเบรกเตรียมเอาไว้ล่วงหน้า (ทั้งๆ ที่ผู้ขับไม่ได้เหยียบแป้นเบรก) เพื่อให้ระบบเบรกมีความ sensitive สูงสุด ระดับของแรงดันขึ้นอยู่กับการประมวลผลของระบบนี้ โดยอ้างอิงจาก ความเร็วรถ จำนวนผู้โดยสาร สรุปออกมาเป็น ‘โมเมนตัม’ เพื่อให้การหยุดการเคลื่อนที่ของรถหนักกว่า 2 ตัน เกิดขึ้นในเวลาและระยะทางที่สั้นที่สุด

Mercedes-Benz S-Klasse. S 500 PLUG-IN HYBRID (V222), 2014

แสดงเงื่อนไขการทำงานของระบบไฮบริดทั้ง 4 โหมด

 

S-Class W222 มีระบบฉลาดสุดๆ มากมาย มาคอยดูแลให้การเดินทางเพียบพร้อมไปด้วยความปลอดภัย อุปกรณ์น่าสนใจซึ่งเราคัดสรรมานำเสนอ เริ่มต้นที่ โคมไฟหน้า LED low-beam headlamps ที่ไม่ได้ทำหน้าที่เพียงแค่ให้แสงสว่าง มันยังมีซอฟต์แวร์ Intelligent Light System มาช่วยปรับเปลี่ยนทิศทางของลำแสงไฟให้เหมาะสมตามสภาวะการขับขี่ในขณะนั้นด้วย โดยแบ่งการทำงานออกเป็น 2 ฟังก์ชัน คือ Active Curve Light และ Cornering Light ปิดท้ายด้วยระบบ Adaptive Highbeam Assist Plus ที่จะมาควบคุมการใช้ไฟสูงให้แบบอัตโนมัติ

Active Curve Light  พัฒนาขึ้นเพื่อช่วยเพิ่มทิศทางในการกระจายแสงไฟขณะรถเคลื่อนที่อยู่ในโค้ง จากโคมไฟแบบดั้งเดิมที่ลำแสงไฟจะกระจายได้เฉพาะในทิศทางตรง นั่นทำให้มุมด้านในของโค้งกลายเป็นมุมอับที่แสงไฟไม่สามารถสร้างทัศนวิสัยที่ชัดเจนให้ได้ และถ้ามีสัตว์หรือรถจอดเสียอยู่ข้างทาง ก็มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดอุบัติเหตุ โคมไฟที่มีฟังก์ชันนี้จะมีเซอร์โวมอเตอร์อยู่ภายใน ทำหน้าที่ขยับหันซ้ายหรือขวาตัวเลนส์ (ทำหน้าที่กระจายแสงสว่าง) ตามทิศทางที่รถเลี้ยว การหันในองศาที่มากหรือน้อย เร็วหรือช้า ระบบจะประมวลผลจาก องศาการหักเลี้ยวของพวงมาลัย ความเร็วรถ และระดับการเอียงของตัวถัง

Pressefahrveranstaltung Mercedes Benz, S-Klasse, S 500 PLUG-IN H

ตำแหน่งต่อขั้วชาร์จไฟ

 

ส่วนฟังก์ชัน Cornering Light ก็เช่นเดียวกัน เพียงแต่สามารถสั่งให้ลำแสงไฟหันซ้ายหรือขวาโดยที่รถยังไม่ทันได้เลี้ยว หรือไม่ได้อยู่ในโค้ง เป็นฟังก์ชันที่ทำงานในความเร็วต่ำ จนถึง 70 กม./ชม. ใช้ประโยชน์ในกรณีเลี้ยวรถในทางแยก เช่น ขับรถถึงทางแยก และกำลังจะเลี้ยวซ้าย เมื่อเปิดสัญญาณไฟเลี้ยวซ้าย ลำแสงจากโคมไฟหน้าก็สาดแสงไปทางด้านซ้ายทันที เพื่อช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในทิศทางดังกล่าว

ระบบต่อมา DISTRONIC PLUS จะช่วยให้ S-Class W222 มีความสามารถในการเคลื่อนที่ใกล้เคียงการใช้โหมด Auto Pilot  ของอากาศยาน ระบบนี้พัฒนาต่อมาจากระบบ Cruise Control  หรือระบบรักษาความเร็วอัตโนมัติที่เราคุ้นเคย เพียงแต่มันก้าวไปถึงระดับ Active Cruise Control สามารถปรับเพิ่ม-ลดความเร็วรถได้โดยอัตโนมัติ ระบบ DISTRONIC PLUS ของ S-Class ก้าวล้ำถึงขั้นควบคุมความเร็วตั้งแต่รถจอดสนิท เริ่มออกตัว และรถเคลื่อนที่จนถึงความเร็ว 200 กม./ชม. สามารถใช้งานแบบ stop and go สำหรับการเดินทางในเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ

การชาร์จไฟจะไม่ต้องรอผู้ขับยกคันเร่ง หรือเหยียบเบรกเหมือนรถไฮบริดทั่วไป แต่ใช้ GPS รับสัญญาณระบุพิกัดจากดาวเทียม ในแบบ Real-time เน้นการสำรองพลังงานไฟฟ้าเอาไว้ให้มากที่สุด โดยมอเตอร์จะสูบไฟฟ้าอย่างหนักหน่วงในช่วงขึ้นทางชัน ในทางกลับกัน การชาร์จไฟก็จะเกิดขึ้นแบบจัดเต็มในขณะรถวิ่งลงจากทางลาดชัน

การชาร์จไฟจะไม่ต้องรอผู้ขับยกคันเร่ง หรือเหยียบเบรกเหมือนรถไฮบริดทั่วไป แต่ใช้ GPS รับสัญญาณระบุพิกัดจากดาวเทียม ในแบบ Real-time เน้นการสำรองพลังงานไฟฟ้าเอาไว้ให้มากที่สุด โดยมอเตอร์จะสูบไฟฟ้าอย่างหนักหน่วงในช่วงขึ้นทางชัน ในทางกลับกัน การชาร์จไฟก็จะเกิดขึ้นแบบจัดเต็มในขณะรถวิ่งลงจากทางลาดชัน

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเซตความเร็วในการเดินทางไว้ที่ 100 กม./ชม. เรดาร์หน้ารถที่มีพิสัยทำการตั้งแต่ 0.2-200 เมตร จะสแกนถนนเบื้องหน้าตลอดเวลา เมื่อพบรถคันที่วิ่งอยู่ด้านหน้า สมมติว่าใช้ความเร็ว 80 กม./ชม. ระบบก็จะสั่งให้ S-Class ชะลอความเร็วลงในระดับที่เท่ากัน เพื่อรักษาระยะห่างของรถให้อยู่ในระยะหยุดที่ปลอดภัย (จากการคำนวณของระบบ) ขณะเดียวกัน BAS PLUS (Brake Assist System Plus) ก็พร้อมทำงานแบบเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันการชนท้ายรถที่เคลื่อนที่อยู่ด้านหน้า แม้เท้าคุณจะไม่ขยับไปเหยียบแป้นเบรกก็ตาม และถ้ารถคันหน้าหยุดรถ ระบบ DISTRONIC PLUS ก็จะสั่งหยุด S-Class ไปพร้อมๆ กัน เช่นกันเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่อีกครั้ง S-Class ก็จะเคลื่อนที่ตามไปจนกระทั่งถึงความเร็วที่เราได้เซตไว้ตั้งแต่เริ่มต้น

Mercedes-Benz S-Klasse. S 500 PLUG-IN HYBRID (V222), 2014

ระบบชาร์จไฟ ฉลาดล้ำเหนือรถไฮบริดทุกรุ่น ด้วย ‘Intelligent Operation Strategy’ ทำงานโดยอาศัย Route-base ใช้สภาพเส้นทาง (GPS), ความเร็ว และสภาพการจราจรมาช่วยในการสำรองพลังงานจากแบตเตอรี่เอาไว้ใช้ในอนาคตด้วย

 

อีกหนึ่งระบบที่ Mercedes-Benz ภูมิใจนำเสนอ คือ Night View Assist Plus เป็นเทคโนโลยีที่ช่วยให้ความปลอดภัยกับผู้โดยสาร S-Class ทุกคน เมื่อต้องเดินทางท่ามกลางความมืดมิด (รวมถึงคนและสัตว์ที่อยู่บนถนน) ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ข้อมูลทางสถิติบันทึกไว้ว่าเกิดอุบัติเหตุสูงสุด เนื่องมาจากสาเหตุเดียวนั่นคือ ทัศนวิสัยในการมองเห็นไม่ชัดเจน แม้รถคันนั้นจะใช้ระบบส่องสว่างประสิทธิภาพสูงแล้วก็ตามที

Night View Assist Plus จะทำงานด้วยกล้องจากมุมบนกึ่งกลางกระจกบังลมหน้า (Stereo Multi Purpose Camera) แสงอินฟราเรดที่ยิงออกไป (พิสัยการทำงาน 160 เมตร) จะไปกระตุ้นให้ Stereo Multi Purpose Camera สามารถโฟกัสภาพได้ ขั้นตอนต่อมา คอนโทรลยูนิตจะประมวลผลภาพที่ได้ไปเป็นภาพที่มีรูปมีร่างชัดเจนมากยิ่งขึ้น แล้วส่งภาพไปแสดงบนจอดิสเพลย์กลางชุดแผงมาตรวัด เป็นภาพแบบ Grey Scale  หรือการไล่ระดับโทนอ่อนแก่ของสีเทา แบบเดียวกับการถ่ายเอกสาร พร้อมส่งสัญญาณเสียงเตือนให้ผู้ขับเพิ่มความระมัดระวังมากยิ่งขึ้น

อุปกรณ์ไฮเทคข้างต้นทั้งหมด มีทั้งที่เป็นอุปกรณ์มาตรฐานใน S 500 PLUG-IN HYBRID และอุปกรณ์พิเศษที่ลูกค้าสามารถเลือกจ่ายเพิ่มได้ สำหรับ ‘S-Class HYBRID’ บนตัวถัง W222 หากไล่เรียงตามลำดับการเปิดตัว ก็จะเป็น S 400 HYBRID, S 300 BlueTEC HYBRID และล่าสุดกับ S 500 PLUG-IN HYBRID พระเอกของเราประจำฉบับนี้

Mercedes-Benz S-Klasse. S 500 PLUG-IN HYBRID (V222), 2014

นอกจากการชาร์จไฟจะเกิดขึ้นขณะผู้ขับชะลอความเร็วและเบรกแล้ว (เปลี่ยนพลังงานกลจากแรงเฉื่อยในการเคลื่อนที่ของรถ กลับไปเป็นพลังงานไฟฟ้า) S 500 PLUG-IN HYBRID ยังใช้เรดาร์ตรวจจับความเร็วของรถที่เคลื่อนที่อยู่ด้านหน้า (ชะลอความเร็ว) เพื่อสั่ง ‘มอเตอร์’ สลับหน้าที่ไปเป็น ‘เจเนอเรเตอร์’ สร้างแรงหน่วง (Engine Brake) เพื่อชาร์จไฟป้อนเข้าสู่ HV แบตเตอรี่ด้วย

 

S 400 HYBRID ได้รับการพัฒนาให้ประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงกว่าโมเดลเก่า W221 ถึง 20 เปอร์เซ็นต์ มาพร้อมตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 15.87 กิโลเมตร/ลิตร และ CO2 ระดับ 147 กรัม/กิโลเมตร ใช้ขุมพลังเบนซินบล็อก V6 ขนาด 3.5 ลิตร ให้แรงม้า 306 hp พร้อมแรงบิด 370 Nm เพิ่มเติมด้วยกำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าอีก 20 kW (27 hp) พร้อมแรงบิด 250 Nm ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 6.8 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกล็อกไว้ที่ 250 กม./ชม.

ถัดมา S 300 BlueTEC HYBRID ใช้เครื่องยนต์ดีเซลบล็อกเล็กแบบ 4 สูบ แถวเรียง ขนาด 2.2 ลิตร สร้างแรงม้า 204 hp และแรงบิดสูงถึง 500 Nm จับคู่กับมอเตอร์ไฟฟ้าตัวเดียวกับ S 400 HYBRID ให้อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 22.72 กิโลเมตร/ลิตร พร้อมค่า CO2 ต่ำสุดๆ เพียง 115 กรัม/กิโลเมตร

หากเทียบกับ ‘S-Class HYBRID’ ทั้ง 2 รุ่น ต้องบอกว่า S 500 PLUG-IN HYBRID ก้าวหน้าขึ้นมาอีกขั้น ด้วยค่า CO2 ที่ลดเหลือเพียง 65 กรัม/กิโลเมตร โดยค่ามลพิษอันน้อยนิด เกิดจากเครื่องยนต์ V6 bi-turbo ที่มีตัวช่วยเป็นมอเตอร์ไฟฟ้าที่แรงถึง 85 kW (114 hp) พร้อมแรงบิด 340 Nm ตั้งแต่มอเตอร์เริ่มต้นหมุน ส่งผลให้ทั้งระบบ S 500 PLUG-IN HYBRID มีกำลังรวม 325 kW (442 hp) พร้อมแรงบิดสูงสุด ซึ่งถูกระบบอิเล็กทรอนิกส์จำกัดไว้ที่ 650 Nm ตัวเลขสมรรถนะเบื้องต้น ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ใช้เวลา 5.2 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกล็อกไว้ที่ 250 กม./ชม. อัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย 35.71 กิโลเมตร/ลิตร และค่า CO2 ที่ 65 กรัม/กิโลเมตร

Mercedes-Benz S-Klasse. S 500 PLUG-IN HYBRID (V222), 2014

นอกจากจะใช้เรดาร์ในส่วนของระบบชาร์จไฟ เรดาร์ยังมีส่วนช่วย (พยากรณ์) ในการเลือกอัตราทดเกียร์ที่เหมาะสม ทั้งในขณะชะลอความเร็วและเร่งแซงด้วย

 

เจาะรายละเอียดกันต่อ เริ่มที่เครื่องยนต์ V6 บล็อกนี้มีรหัสเรียกขานอย่างเป็นทางการว่า M276 ขนาดความจุ 2,996 ซี.ซี. มาพร้อมเทคโนโลยี BlueDIRECT ซึ่งเป็นระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ Direct Injection เจเนอเรชั่นที่ 3 ของ Mercedes-Benz ใช้แรงดันในการฉีดน้ำมันแบบแปรผันตามโหลด โดยแรงดันสูงสุดจะอยู่ที่ 200 บาร์ หัวฉีดที่ใช้เป็นแบบ Piezo รองรับการฉีดแบบ Spray-guided Multiple Injection หรือเป็นการฉีดละอองน้ำมันถี่ติดต่อกันหลายครั้งใน 1 วัฏจักร (การเผาไหม้) เพื่อให้ได้การสันดาปที่สมบูรณ์สูงสุด

ขุมพลัง M276 ใช้ 4 วาล์ว/สูบ เสื้อสูบและฝาสูบผลิตจากอะลูมินัมอัลลอย ผนังกระบอกสูบผ่านการเคลือบด้วยกรรมวิธี NANOSLIDE เพื่อลดแรงเสียดทาน ระบบหล่อลื่นควบคุมอัตราการไหล รวมถึงแรงดันน้ำมันเครื่องแบบ 2 ระดับ (Low และ High) ตามสภาพโหลด ใช้อัตราส่วนกำลังอัด 10.5 : 1 อัพพลังต่อด้วย bi-turbo โดยเทอร์โบแต่ละตัวจะรับผิดชอบ 3 สูบในแต่ละฝั่งของบล็อกวี ผลิตแรงม้าได้ 245 kW (333 hp) ที่ 5,250-6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 480 Nm ที่ 1,600-4,000 รอบ/นาที

S500 PLUG-IN HYBRID, Kopenhagen 2014

สั่งการระบบต่างๆ ภายในห้องโดยสารผ่าน App ใน iPhone (ในภาพเป็นการควบคุมระบบปรับอากาศ THERMOTRONIC)

 

ระบบเกียร์ใน S 500 PLUG-IN HYBRID ใช้พื้นฐานจากเกียร์ 7G-TRONIC PLUS วิศวกรนำมาพัฒนาต่อเป็น Hybrid Transmission หรือ ‘เกียร์ไฮบริด’ ด้วยการนำมอเตอร์ 85 kW มาเชื่อมต่อคั่นกลางระหว่างบล็อก V6 กับกระปุกเกียร์ ระบบไฮบริดจะแบ่งการทำงานออกเป็น 4 โหมด ได้แก่

HYBRID: จะผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าเข้าด้วยกัน เพื่อให้ได้ทั้งความประหยัด และการตอบสนองที่รวดเร็วทันใจ ตามสภาพการขับขี่ โดยในโหมด HYBRID ยังแตกโหมดย่อยในส่วนการทำงานของเกียร์ 7 สปีด ออกไปอีก 3 โหมด คือ Transmission mode E (Economy) เป็นโหมดมาตรฐาน มอเตอร์ออกแรงช่วยเครื่องยนต์ขณะออกตัว และเร่งแซง, Transmission mode E+ (Economy) เน้นลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิง โดยมอเตอร์จะช่วยออกแรงมากยิ่งขึ้น อีกทั้งยังไฮเทคขึ้นอีกขั้น เพราะระบบจะใช้เรดาร์มาช่วยอ่านพร้อมทั้งวิเคราะห์สภาพการจราจรด้านหน้ารถ เพื่อปรับสัดส่วนการทำงานระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้าให้เกิดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงน้อยที่สุด ปิดท้ายด้วย Transmission mode S (Sport) ในโหมดนี้ สมองกลจะไม่ปล่อยให้มอเตอร์ไฟฟ้าทำงานเพียงลำพังในทุกกรณี ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์ไฟฟ้าจะช่วยกันออกแรงอย่างเต็มกำลัง เพื่อให้ได้สมรรถนะที่ดีที่สุด

E-MODE: รถจะขับเคลื่อนแบบไร้มลพิษด้วยมอเตอร์ไฟฟ้าล้วนๆ ในสภาพแบตเต็มจะขับวิ่งได้เป็นระยะทางไม่เกิน 33 กิโลเมตร ขึ้นอยู่กับการรูปแบบในการขับขี่ มอเตอร์ไฟฟ้าสามารถขับเคลื่อนรถด้วยความเร็วสูงสุดถึง 140 กม./ชม.  เร็วพอสำหรับการเดินทางบนไฮเวย์

E-SAVE: ระบบจะเข้ามาวิเคราะห์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ถึงความจำเป็นในการทำงานของมอเตอร์ในแต่ละครั้ง ขณะผู้ขับใช้คันเร่ง เพื่อสำรองพลังงานไฟฟ้าเอาไว้ใช้ในพื้นที่ที่จำเป็น เช่น ในเมืองใหญ่ที่เข้มงวดเรื่องมลพิษ

CHARGE: เป็นการทำงานร่วมกันระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า ที่จะใช้สัดส่วนการทำงานของเครื่องยนต์มากยิ่งขึ้น เพื่อให้เกิดการชาร์จไฟเข้าไปเก็บไว้ใน HV แบตเตอรี่ ซึ่งจะใช้เวลาราวครึ่งชั่วโมง หลังจากแบตเต็ม ระบบจะปรับเข้าสู่โหมด E-SAVE อัตโนมัติ

Pressefahrveranstaltung Mercedes Benz, S-Klasse, S 500 PLUG-IN H

HV แบตเตอรี่ (High-voltage Battery) หรือแบตเตอรี่ของระบบไฮบริดใน S 500 PLUG-IN HYBRID ถูกติดตั้งไว้ในตำแหน่งที่ปลอดภัย ต่อการเกิดความเสียหายขณะรถเกิดอุบัติเหตุ อยู่ลึกเข้าไปในห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ บนเพลาหลัง ระหว่างอุโมงค์ล้อทั้ง 2 ข้าง ตัวแบตเตอรี่เป็นแบบลิเทียม-อิออน ความจุรวม 8.7 kWh ใช้อะลูมิเนียมหล่อขึ้นรูปมาเป็นเคสแข็งทรงสี่เหลี่ยม โดยตัวเรือนแบตเตอรี่จะมาพร้อมระบบหล่อเย็น เพื่อสร้างความเสถียรในการจ่ายกระแสไฟในทุกสภาพอากาศ ตัวเรือน HV แบตเตอรี่มีปริมาตรรวม 96 ลิตร และน้ำหนักรวม 114 กิโลกรัม ส่งผลให้น้ำหนัก S 500 PLUG-IN HYBRID ทั้งคันขึ้นไปอยู่ที่ 2,215 กิโลกรัม

S 500 PLUG-IN HYBRID สามารถเสียบชาร์จไฟได้ทันที ทั้งจากไฟบ้าน และสถานีจ่ายไฟสาธารณะ โดยถ้าชาร์จจาก Wall Box ตามจุดชาร์จ (400 V, 16 A) จะใช้เวลาเพียง 2 ชั่วโมง และเมื่อชาร์จจากไฟบ้าน (230 V, 13 A ในเยอรมนี) เวลาจะขยับขึ้นไปประมาณ 4.1 ชั่วโมง ซึ่งก็ยังจัดว่าเร็วมากๆ เมื่อแบตเต็ม ระบบจะตัดการชาร์จไฟอัตโนมัติ  สเต็ปต่อไปของ S 500 PLUG-IN HYBRID คือการชาร์จไฟแบบ Unplugged หรือ Wireless Charging เป็นการชาร์จแบบไร้สาย ซึ่งเพิ่มความสะดวกสบายและปลอดภัยขึ้นอีกไม่น้อยเลย

 

เรื่อง        พิทักษ์ บุญท้วม