the-king
HomeTechnology AnalyzeMercedes-Benz GLC ลดการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยมลพิษได้สูงสุดถึง 70%
Mercedes-Benz-GLC_cover

Mercedes-Benz GLC ลดการใช้เชื้อเพลิง และลดการปล่อยมลพิษได้สูงสุดถึง 70%

GLC ถูกปล่อยออกมาในแบบ top form จัดเต็มครบถ้วนในทุกองค์ประกอบจากไลน์การผลิตของ Mercedes-Benz เป็น mid-size SUV ที่ทีมออกแบบภูมิใจเป็นที่สุด จากดีไซน์ในรูปแบบ Classic Off-road ซึ่งฉีกตัวออกมาจากสไตล์อนุรักษ์นิยมของ G-Class พี่ใหญ่ในสายลุย แม้ GLC จะหล่อเหลาในแบบโมเดิร์น ทว่า เรื่องประสิทธิภาพการใช้งานบนเส้นทาง Off-road ไม่ได้ด้อยกว่าตัวลุยสายพันธุ์แท้ เป็น DNA ที่ส่งต่อมาจากบรรพบุรุษแบบครบถ้วน จากสารพัดตัวช่วยสุดไฮเทค อาทิ ระบบขับเคลื่อน 4MATIC ช่วงล่างอัจฉริยะ AIR BODY CONTROL ปิดท้ายด้วย GLC เป็นรถโมเดลแรกๆ ของโลก ที่ได้ใช้เกียร์อัตโนมัติ 9 สปีด!!!

Mercedes-Benz GLC 350e 4MATIC, EDITION 1, (X 253) 2015

เมื่อเทียบกับ GLK น้องใหม่อย่าง GLC จะใหญ่โตกว่าในทุกมิติ แต่กลับเบากว่าราว 50 กิโลกรัม Mercedes-Benz GLC 350e 4MATIC, EDITION 1, (X 253) 2015

 

ข้อมูลทั้งหมดของ GLC ที่ Mercedes-Benz ปล่อยออกมา ได้กล่าวว่า mid-size SUV โมเดลนี้คือ GLC เจเนอเรชั่นที่ 2 (Mark II) นั่นสร้างข้อสงสัยให้กับบรรดาสื่อมวลชนอยู่ไม่น้อย เลยต้องทำการสืบต่อไปว่า เจเนอเรชั่นแรกหรือ Mark I ของมันหายไปไหน แล้วก็พบว่า ต้นสังกัดใช้ชื่อที่ต่างกัน ซึ่งแปลกไปจากธรรมเนียมการตั้งชื่อโมเดลรถในแต่ละเจเนอเรชั่นที่เคยปฏิบัติกันมา ซึ่งชื่อนั้นก็คือ GLK

มีความเป็นไปได้ว่า Mercedes-Benz ต้องการจัดระเบียบชื่อรถในแต่ละโมเดลของกลุ่ม SUV (X Series) ให้ชัดเจน เพื่อรองรับรถ SUV โมเดลใหม่ที่จะแตกไลน์ออกมาอีกในอนาคต โดยการจัดระเบียบรอบนี้ เริ่มที่ M-Class จากเดิมที่ M-Class และ G-Class ต่างก็เป็นรถ SUV ด้วยกันทั้งคู่ แต่เพื่ออนาคตของสายลุย M-Class จึงต้องยอมถอยให้พี่ใหญ่ G-Class ในที่สุด

Mercedes-Benz GLC 350e 4MATIC, EDITION 1, (X 253) 2015Mercedes-Benz GLC 350e 4MATIC, EDITION 1, (X 253) 2015Mercedes-Benz GLC 350e 4MATIC, EDITION 1, (X 253) 2015

ไฟหน้า LED มาพร้อมสารพัดฟังก์ชัน อาทิ Active Light และ Adaptive Highbeam Assist Mercedes-Benz ใช้แนวคิด Tailor-made Outfit เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละบุคคล จึงมีรูปแบบสำเร็จรูปมาช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น อาทิ EXCLUSIVE Line, OFF-ROAD Line และ AMG Line โดยรูปแบบดังกล่าวจะเชื่อมโยงไปถึงธีมการตกแต่งของห้องโดยสาร วัสดุที่ใช้ รวมทั้งสารพัดอุปกรณ์ช่วยขับขี่ ที่เลือกช็อปได้ตามความต้องการ

 

M-Class บอดี้ล่าสุด รหัส W166 ได้กลายเป็นโมเดลสุดท้าย ที่ได้ใช้คำนำหน้าด้วยตัวอักษร M เพราะหลังจากการไมเนอร์เชนจ์ของ W166 ในโมเดลปี 2015 ได้เปลี่ยนไปใช้ชื่อ ‘GLE SUV’ ขณะที่ตัวถังที่สปอร์ตกว่าในสไตล์คูเป้ ก็จะเป็น ‘GLE Coupé’ ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้ยังคงใช้พื้นฐานโครงสร้างร่วมกับ M-Class W166 อยู่เช่นเดิม

สำหรับ GLK เป็น SUV ที่มีขนาดตัวย่อมกว่า W166 ใช้ชื่อรหัสตัวถัง ‘X204’ สำหรับ Mark II หรือเจเนอเรชั่นที่ 2 ในชื่อ GLC ใช้รหัสตัวถัง ‘X253’ นอกจากเรื่องดีไซน์ที่ไม่เหลือเค้าโครงเดิมให้เห็นแล้ว ตัวถังของ GLC ยังใหญ่โตขึ้นในทุกมิติ มาพร้อมความกว้าง ความยาว ความสูง และฐานล้อที่กว้างขึ้น ไล่เรียงกันตามลำดับคือ 50, 120, 9 และ 118 มิลลิเมตร นั่นส่งผลให้ห้องโดยสารกว้างขวางมากยิ่งขึ้น ความจุสัมภาระท้ายรถขยับไปที่ 550/1,600 ลิตร (พับเบาะ) มากขึ้นถึง 130/50 ลิตร โดยตัวเลขสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นทั้งหมดเมื่อเทียบกับ GLK

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

GLC (X253) เป็น mid-size SUV ที่วางเครื่องยนต์ตามยาวด้านหน้า พร้อมชุดเกียร์ Transfer ที่จะแจกจ่ายกำลังไปยังล้อหน้าและล้อหลัง ซึ่งเป็นรูปแบบเดียวกับที่ใช้งานในตัวลุยสายพันธุ์แท้

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

โครงสร้างได้รับการออกแบบให้กระจายแรงชนทั้งจากทางด้านหน้าและด้านข้าง เพื่อคงสภาพโครงสร้างรอบๆ ห้องโดยสารไว้ให้มากที่สุด

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

เรื่องความปลอดภัย GLC จัดเต็ม ด้วยถุงลมนิรภัยถึง 9 ลูก

 

งานดีไซน์บนตัวถัง GLC เป็นไปตามเทรนด์การออกแบบรถ Mercedes-Benz ยุคใหม่ ที่เน้นความไฮคลาสและปราดเปรียว ท่อนหน้ารถทั้งรูปทรงของโคม กระจังหน้า ไล่เรียงไปจนถึงกันชน คุ้นเคยกันเป็นอย่างดีนับตั้งแต่ A-Class (W176), CLA-Class (C117), GLA-Class (X156) ต่อเนื่องไปจนถึง S-Class (W222) และ C-Class (W205) เป็นทิศทางการออกแบบที่ชัดเจน สร้างซิกเนเจอร์อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของ Mercedes-Benz พื้นผิวตัวถังเล่นกับเส้นสาย ส่วนโค้ง (Convex) และส่วนเว้า (Concave) ได้อย่างกลมกลืน นับตั้งแต่ฝากระโปรงหน้า แก้มข้าง พื้นผิวบานประตู ต่อเนื่องไปจนถึงท้ายรถ มัดกล้ามที่ปรากฏจึงไม่ได้เป็นเพียงเพิ่มความสวยงาม แต่เป็นงานออกแบบที่ผ่านการกลั่นกรองมาอย่างพิถีพิถัน มิติที่เกิดจากพื้นผิวบนตัวถังของ GLC ช่วยสร้างทั้งเสน่ห์และความดุดันได้ในเวลาเดียวกัน

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

GLC มาพร้อมตัวเลขสัมประสิทธิ์แรงต้านทานอากาศ () 0.31 ขณะที่ Mark I หรือ GLK ทำได้ที่ 0.34

 

GLC ได้รับการออกแบบและผลิตโครงสร้างด้วยเทคโนโลยีชั้นสูงเช่นเดียวกับเรือธงประจำค่ายอย่าง S-Class W222 ซึ่งนั่นไม่แตกต่างกับ W205 และ C117 เป็นโครงสร้างที่ผ่านการคำนวณมาอย่างละเอียด บนแบบจำลองทางคณิตศาสตร์ (CFD: Computer Fluid Dynamics) เป้าหมายคือการทำงานอันแม่นยำและเที่ยงตรงของระบบความปลอดภัยเชิงปกป้อง (Passive Safety) ขณะรถยนต์ประสบอุบัติเหตุ

GLC ใช้โครงสร้างตัวถังแบบผสมเช่นเดียวกับรถกลุ่มบนในค่าย คือมีทั้งอะลูมิเนียมและเหล็กกล้าในโครงสร้างชุดเดียวกัน เป้าหมายหลักเป็นเรื่องของการลดน้ำหนัก ผลลัพธ์ที่ได้คือ ตัวถังของ GLC ที่เบากว่า GLK ราว 50 กิโลกรัม ซึ่งในส่วนของเหล็กเอง ก็ยังมีอีกหลายรูปแบบตามหน้าที่ในแต่ละจุด โครงสร้างรอบๆ ห้องโดยสารจะใช้เหล็กเกรด Ultra-high-strength Steel ส่วนภายในโครงสร้างบานประตูทั้ง 4 บาน ถูกเสริมไว้ด้วยแท่งเหล็ก High-strength Steel อีก 3 ชิ้น  เพื่อช่วยป้องกันอันตรายกรณีถูกชนมาจากทางด้านข้าง เป็นต้น โครงสร้างท่อนหน้าและท่อนหลังได้รับการออกแบบให้เป็น Deformation Zone หรือยุบตัวได้ง่าย เมื่อมีการชนอย่างรุนแรง เพื่อดูดซับแรงที่เกิดขึ้นจากการชน ให้แรงมหาศาลดังกล่าวได้รับการผ่องถ่ายเข้าไปยังโครงสร้างส่วนห้องโดยสารน้อยที่สุด

ในส่วนของเหล็กบนตัวถัง GLC แบ่งได้เป็น เกรด High-strength และ very High-strength ประมาณ 59 เปอร์เซ็นต์ เป็น Ultra-high-strength Steel 17 เปอร์เซ็นต์ และ Hot-formed Steel กลุ่มที่ทนทานการกัดกร่อนอีก 11 เปอร์เซ็นต์ ขณะเดียวกันหลายองค์ประกอบบนตัวถังของ GLC ได้ยกระดับมาใช้อะลูมิเนียม อาทิ แก้มข้าง, ฝากระโปรงหน้า, พื้นผิวหลังคา, บานพับประตู รวมทั้งโครงสร้างของช่วงล่างทั้งชุดที่ใช้ Forged Aluminum ซึ่งการันตีในเรื่องความแข็งแกร่ง

Mercedes-Benz GLC 350e 4MATIC, EDITION 1, (X 253) 2015 Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

งานออกแบบห้องโดยสารของ GLC อยู่ในระดับไฮคลาส เป็นความหรูที่ซ่อนความไฮเทคเอาไว้อย่างเรียบง่าย ระบบปรับอากาศ THERMOTRONIC แยกปรับอุณหภูมิห้องโดยสารได้อิสระถึง 3 โซน ตามความต้องการของผู้โดยสารในแต่ละตำแหน่ง

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015 Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

จอแสดงผลที่คอนโซลกลางแบบ HD เริ่มต้นที่ขนาด 7 นิ้ว  โดยมีจอขนาด 8 นิ้ว มาให้ลูกค้าจ่ายเพิ่ม ออปชั่นเพิ่มเติมอื่นๆ อาทิ ระบบนำทาง Garmin MAP PILOT, ระบบเสียง Burmester ที่ทำงานร่วมกับแอมป์ 9-channel DSP กำลังขับรวม 590 วัตต์ พร้อมลำโพงที่ถูกจัดวางตำแหน่งอย่างพิถีพิถันรอบห้องโดยสาร นับรวมได้ 13 ตัว

แม้จะเป็นรถ SUV แต่วิศวกรคุมความสูงของ GLC อยู่ที่ระดับ 1,639-1,659 มิลลิเมตร ตามรุ่นเครื่องยนต์ และยังลดความสูงลงได้อีก 15 มิลลิเมตร เมื่อใช้ช่วงล่าง AIR BODY CONTROL เป็นการปรับเพิ่มหรือลดความสูงอัตโนมัติตามความเร็ว ตอบสนองการทำงานด้วยความเร็ว 60/1,000 วินาที ช่วยลดจุดศูนย์ถ่วง (C.G.: Center of Gravity) ของรถทั้งคันลง ทั้งยังเชื่อมโยงต่อเนื่องไปถึงการลดแรงต้านทานอากาศ GLC จึงมาพร้อมตัวเลขสัมประสิทธิ์แรงต้านทานอากาศ (Cd.: Coefficient of Drag) ในระดับ 0.31 ขณะที่ Mark I หรือ GLK ทำได้ที่ 0.34

ในส่วนของถุงลมนิรภัย Mercedes-Benz จัดเต็มให้ GLC ถึง 9 ลูก ประกอบด้วย ถุงลมนิรภัยคู่หน้า (2 ลูก) เป็น Adaptive Airbags แบ่งการทำงานออกเป็น 2 สเต็ป โดยถุงลมจะจุดระเบิดและพองตัวออกมาราว 20-30 เปอร์เซ็นต์ก่อน  และจะเติมเต็มอีกรอบให้ครบทั้ง 100 เปอร์เซ็นต์ เป้าหมายเพื่อลดความรุนแรงจากการปะทะ ระหว่างการพองตัวของถุงลม และการเคลื่อนที่มาทางด้านหน้าของผู้ขับและผู้โดยสาร จากแรงมหาศาลที่เกิดจากการชน ถัดมาเป็นถุงลมนิรภัยสำหรับหัวเข่า (Kneebag) ซึ่งมีให้เฉพาะคนขับ (1 ลูก), ถุงลมด้านข้าง (4 ลูก) ที่จะพองตัวออกมาจากปีกด้านนอกของเบาะทั้ง 4 ตำแหน่ง และม่านนิรภัย (Windowbag) ทั้ง 2 ฝั่ง (2 ลูก) พาดยาวตั้งแต่ขอบบนของเสา A เสา B ไปจนถึงเสา C

Mercedes-Benz ใช้คำว่า Seat-belt Tensioners และ Belt-force Limited กับระบบเข็มขัดนิรภัยของตัวเอง ถูกออกแบบขึ้นเพื่อช่วยลดแรงปะทะระหว่างถุงลมกับผู้ขับและผู้โดยสารเช่นเดียวกัน กรณีรถเกิดการชนอย่างรุนแรงมาจากทางด้านหน้า ชุดจุดระเบิดของเข็มขัดนิรภัยจะถูกจุดให้ทำงานก่อนการจุดระเบิดสเต็ปแรกของถุงลมเล็กน้อย เพื่อรั้งผู้ขับและผู้โดยสารให้ติดแน่นอยู่กับเบาะ ก่อนเสี้ยววินาทีที่ถุงลมจะพองตัวเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ หลังจากผ่านช่วงนี้ไปแล้ว เข็มขัดจะผ่อนแรงดึงลง เพื่อไม่ให้ผู้ขับและผู้โดยสารถูกรัดแน่นจนเกินไป รถหรูทั่วไปจะมีระบบนี้เฉพาะเบาะคู่หน้า แต่ใน GLC ให้เข็มขัดนิรภัยแบบ 3 จุด ที่มีทั้ง 2 ฟังก์ชันการทำงานนี้ครบทั้ง 4 ตำแหน่ง

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

GLC 250 4MATIC ใช้เครื่องยนต์รหัส ‘M274’ เป็นขุมพลังเบนซิน-เทอร์โบ-อินเตอร์คูลเลอร์ แบบแถวเรียง 4 สูบ ปริมาตรความจุ 1,991 ซี.ซี. ให้แรงม้า 211 hp ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 Nm ที่ 1,200-4,000 รอบ/นาที

 

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

สำหรับอุปกรณ์ความปลอดภัยเชิงป้องกัน (Active Safety) ที่ถูกบรรจุมาใน GLC มาตรฐานเดียวกับรถธงประจำค่ายอย่าง S-Class แต่จะมาในรูปแบบออปชั่นให้ลูกค้าเลือกจ่ายเพิ่มได้ตามความต้องการ ซึ่งเราจะขอกล่าวถึงเฉพาะระบบที่เป็นไฮไลต์ เริ่มต้นที่

ระบบ DISTRONIC PLUS with Steering Assist ระบบนี้พัฒนาต่อมาจากระบบ Cruise Control หรือระบบรักษาความเร็วอัตโนมัติที่เราคุ้นเคย เพียงแต่มันก้าวไปถึงระดับ Active Cruise Control สามารถปรับเพิ่ม-ลดความเร็วรถได้โดยอัตโนมัติ และ Steering Assist ที่ห้อยท้ายมา เป็นความสามารถในการบังคับพวงมาลัย นอกเหนือไปจาก Active Parking Assist หรือระบบช่วยจอดอัตโนมัติ ระบบ DISTRONIC PLUS ของ GLC ก้าวล้ำถึงขั้นควบคุมความเร็วตั้งแต่รถจอดสนิท เริ่มออกตัว และรถเคลื่อนที่จนถึงความเร็ว 200 กม./ชม. สามารถใช้งานแบบ stop and go สำหรับการเดินทางในเมืองได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเซตความเร็วในการเดินทางไว้ที่ 100 กม./ชม. เรดาร์หน้ารถที่มีพิสัยทำการตั้งแต่ 0.2-200 เมตร จะสแกนถนนเบื้องหน้าตลอดเวลา เมื่อพบรถคันที่วิ่งอยู่ด้านหน้า สมมติว่าใช้ความเร็ว 80 กม./ชม. ระบบก็จะสั่งให้ GLC ชะลอความเร็วลงในระดับที่เท่ากัน เพื่อรักษาระยะห่างของรถให้อยู่ในระยะหยุดที่ปลอดภัย (จากการคำนวณของระบบ)

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

พนักพิงเบาะหลังแบ่งพับในอัตราส่วน 40:20:40 ความจุสัมภาระท้ายรถอยู่ที่ 550/1,600 ลิตร (พับเบาะ) สำหรับ GLC 350 e 4MATIC จะมีชุดแบตเตอรี่ไฮบริดมาแบ่งปันพื้นที่ส่วนนี้ไปเล็กน้อย แต่ก็ยังจุของได้แบบเหลือเฟือ ในระดับ 395/1445 ลิตร

 

ขณะเดียวกัน BAS PLUS (Brake Assist System Plus) ก็พร้อมห้ามล้อแบบเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ เพื่อป้องกันการชนท้ายรถที่เคลื่อนที่อยู่ด้านหน้า แม้เท้าคุณจะไม่ขยับไปเหยียบแป้นเบรกก็ตาม และถ้ารถคันหน้าหยุดรถ ระบบ DISTRONIC PLUS ก็จะสั่งหยุด GLC ไปพร้อมๆ กัน เช่นกันเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่อีกครั้ง GLC ก็จะเคลื่อนที่ตามไปจนกระทั่งถึงความเร็วที่เราได้เซตไว้ตั้งแต่เริ่มต้น

ในส่วนของระบบ DISTRONIC PLUS และ BAS PLUS ทำงานโดยอาศัยเรดาร์เทคโนโลยี (Radar Based) ใช้เรดาร์ถึง 3 ตัว ในการทำงาน ตัวแรกใหญ่สุด (Long-range Radar + Mid-range Radar) ติดตั้งกึ่งกลางกระจังหน้า เป็นแบบคลื่นยาว 77 GHz มีพิสัยทำการ ‘กลาง’ (60 เมตร 60 องศา) ถึง ‘ไกล’ (200 เมตร 18 องศา)

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

ช่วงล่างด้านหน้า Four-link ขณะที่ด้านหลังวางโครงสร้างแบบ Five-link

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

GLC มี Air Spring หรือชุดถุงลม ในชื่อระบบ AIR BODY CONTROL มาเป็นออปชั่นพิเศษให้ลูกค้าเลือก

 

Short-range Radar Sensors จำนวน 4 ตัว ติดตั้งมุมกันชนซ้าย-ขวา ทั้งกันชนหน้าและกันชนหลัง เป็นแบบคลื่นสั้น 24 GHz สแกนในด้านยาวได้ 0.2-30 เมตร แต่สแกนในด้านกว้างได้ถึง 80 องศา หาก GLC วิ่งอยู่ในเลนกลาง จากถนน 3 เลน ทั้ง 2 เลนด้านซ้ายและขวาจะไม่มีทางรอดพ้นจากการตรวจจับของเรดาร์ชุดนี้ไปได้อย่างเด็ดขาด

นอกจากนี้ยังมี Multi-mode Radar พิสัยการทำงานปรับเปลี่ยนได้ระหว่าง 30-80 เมตร ในช่วง 16-80 องศา ตำแหน่งติดตั้งกึ่งกลางกันชนหลัง รับหน้าที่เป็นเสมือนดวงตาของระบบ PARKTRONIC โดยเรดาร์ทั้งหมดได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกับกล้อง Stereo Multi-purpose Camera (SMPC) ในการนำเสนอภาพในมุมมอง bird’s-eye view หรือมองจากด้านบน 360 องศารอบตัวถัง แสดงผลผ่านจอ 7 นิ้ว ที่คอนโซลกลาง ซึ่งจะถูกใช้ประโยชน์ทั้งในขั้นตอนการจอดรถ และการขับ GLC ข้ามผ่านอุปสรรคบนเส้นทาง Off-road ด้วย

GLC เปิดตัวมาทั้งหมด 3 รุ่นเครื่องยนต์ กับอีก 1 รุ่น ปลั๊กอินไฮบริด ไล่เรียงสเป็กเบื้องต้นได้ดังนี้ GLC 220d 4MATIC ใช้เครื่องยนต์ดีเซล-คอมมอนเรล-เทอร์โบ-อินเตอร์คูลเลอร์ เป็นบล็อกแถวเรียง 4 สูบ ขนาด 2,143 ซี.ซี. ผลิตแรงม้าได้ 170 hp ที่ 3,000-4,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 400 Nm ที่ 1,400-2,800 รอบ/นาที ค่า CO2 129-143 กรัม/กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลือง 18.18-20.0 กิโลเมตร/ลิตร ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองและระดับมลพิษจาก CO2 ลดลง 19 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ GLK

ถัดมา GLC 250d 4MATIC ใช้เครื่องยนต์ดีเซลบล็อกเดียวกัน แต่อัพเกรดซอฟต์แวร์ควบคุมการทำงานเครื่องยนต์ใหม่ แรงม้าขยับมาเป็น 204 hp ที่ 3,800-4,200 รอบ/นาที แรงบิดพุ่งแตะระดับ 500 Nm ที่ 1,600-1,800 รอบ/นาที ระดับอัตราสิ้นเปลืองและ CO2 เท่ากับ GLC 220d 4MATIC

เครื่องยนต์ดีเซลใน GLC ทั้ง 2 รุ่น รหัส ‘OM651’ ล้ำหน้าเรื่องการลดมลพิษ ด้วยระบบ Dual EGR (Exhaust Gas Recirculation) แยก EGR ออกเป็น 2 วงจร คือวงจร EGR แรงดันสูง (เครื่องยนต์คอมมอนเรล ทั่วไปจะมีเฉพาะวงจรนี้วงจรเดียว) และวงจร EGR แรงดันต่ำ วงจรแรงดันสูงจะต่อท่อจากท่อร่วมไอเสียเข้าท่อร่วมไอดี ผ่าน EGR Valve ซึ่งรับหน้าที่คอยปล่อยไอเสียในสภาพเผาไหม้ไม่หมด ให้กลับไปวนเผาไหม้ซ้ำอีกรอบ เพื่อลดมลพิษ (NOX) ปัญหาที่เกิดขึ้น คือ การทำงานของ EGR Valve จะไปแชร์แรงดันไอเสียที่จะไปขับเทอร์โบ ลดทอนประสิทธิภาพโดยรวมของเครื่องยนต์ลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะขณะเครื่องยนต์ทำงานในรอบต่ำ

จึงต้องใช้วงจร EGR แรงดันต่ำควบคู่กัน ด้วยการต่อท่อส่งไอเสียเข้ายังวงจรไอดีเพิ่มเติม หลังจากไอเสียแรงดันสูงได้ขับเทอร์โบเรียบร้อยแล้ว ไอเสียปริมาณดังกล่าวจะผ่าน EGR Valve ฝั่งแรงดันต่ำ เพื่อไหลไปรวมตัวกับอากาศบริสุทธิ์ แล้วไปผ่านการอัดของเทอร์โบ ก่อนส่งเข้าห้องเผาไหม้ซ้ำอีกรอบ โดยการเลือกใช้ EGR ทั้ง 2 วงจรจะเป็นหน้าที่ของ ECU ระบบนี้ช่วยให้ไอเสียของเครื่องยนต์ OM651 มีความสะอาดในระดับ Euro 6 ได้แบบสบายๆ

Mercedes-Benz C-Klasse Limousine (W205) 2013

เรดาร์ทั้งหมดได้รับการออกแบบให้ทำงานร่วมกับกล้อง Stereo Multi-purpose Camera (SMPC) เพื่อเป็นเสมือนดวงตาให้กับระบบความปลอดภัยเชิงป้องกันหลายๆ ระบบ อาทิ DISTRONIC PLUS และ BAS PLUS

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

อุปกรณ์ในส่วนของ Active Safety ที่ลูกค้า GLC สามารถเลือกช็อปได้ตามความต้องการ

 

สำหรับ GLC 250 4MATIC มาพร้อมขุมพลังเบนซิน-เทอร์โบ-อินเตอร์คูลเลอร์ แบบแถวเรียง 4 สูบ ปริมาตรความจุ 1,991 ซี.ซี. ให้แรงม้า 211 hp ที่ 5,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 Nm ที่ 1,200-4,000 รอบ/นาที และ CO2 152-166 กรัม/กิโลเมตร อัตราสิ้นเปลือง 14.08-15.38 กิโลเมตร/ลิตร โดยทั้ง 2 ค่า ลดลง 12 เปอร์เซ็นต์ เมื่อเทียบกับ GLK

ปิดท้ายด้วยเวอร์ชั่นไฮบริด GLC 350 e 4MATIC ซึ่งหยิบยืมเครื่องยนต์เบนซินจาก GLC 250 4MATIC มาใช้ โดยมีมอเตอร์ไฟฟ้าขนาด 85 kW (114 hp) พร้อมแรงบิด 340 Nm เป็นตัวช่วย ได้กำลังรวมของทั้งระบบที่ 320 hp พร้อมแรงบิด 560 Nm เฉพาะรุ่นไฮบริดจะถูกจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 7G-TRONIC ทำอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยได้ในระดับ 38.46 กิโลเมตร/ลิตร แถมมีตัวเลข CO2 ต่ำสุดๆ เพียง 60 กรัม/กิโลเมตร หากเทียบกับ GLK 350 4MATIC ซึ่งเป็นตัวท็อปประจำรุ่น GLC 350 e 4MATIC จะประหยัด รวมทั้งช่วยลดมลพิษได้สูงสุดถึง 70 เปอร์เซ็นต์

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

DISTRONIC PLUS with Steering Assist ซึ่งอาศัยการตรวจสอบของเรดาร์และกล้อง มาพร้อมความสามารถในการบังคับพวงมาลัย (จากระบบผ่อนแรงพวงมาลัยด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า) ทำงานที่ความเร็วไม่เกิน 130 กม./ชม.

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

PRE-SAFE PLUS เมื่อมีการเบรกอย่างกะทันหัน ไฟเบรกจะกะพริบส่งสัญญาณเตือนรถคันที่วิ่งตามมา ให้เพิ่มความระมัดระวังด้วย

สำหรับ GLC รุ่นเครื่องยนต์มาตรฐานทั้งเบนซินและดีเซล จะถูกจับคู่กับเกียร์อัตโนมัติ 9G-TRONIC เป็นเกียร์ลูกใหม่แกะกล่อง อัตราทดเกียร์ถึง 9 สปีด สร้างความลื่นไหลต่อเนื่องในการเพิ่มความเร็ว อัตราทดเกียร์ 1-9 ถูกเซตไว้ที่ 5.50-3.33-2.31-1.66-1.21-1.00-0.86-0.72-0.60 พร้อมอัตราทดเฟืองท้าย 3.07 ตัวเรือนเกียร์ผลิตจากวัสดุน้ำหนักเบาอย่างแมกนีเซียม ช่วยตัดน้ำหนักทิ้งไปได้ 12 กิโลกรัม โดย GLC ทุกรุ่นเครื่องยนต์จะมาพร้อมระบบขับเคลื่อน 4MATIC ระบบขับเคลื่อนแบบ 4MATIC Permanence all-wheel-drive มาพร้อมคุณสมบัติ ‘ความฉลาดในการกระจายกำลัง’ ความหมายก็คือ ความรวดเร็วและความละเอียด ในการแบ่งกำลังระหว่างล้อหน้ากับล้อหลัง ด้วยการใช้สมองกลประมวลผลข้อมูลที่อ่านได้จากเซ็นเซอร์หลายๆ จุดรอบตัวรถ เพื่อเลือกระดับการกระจายกำลังที่เหมาะสมที่สุด กับสภาพการขับขี่ในช่วงเวลานั้นๆ

ระบบ 4MATIC ใน GLC เป็นชุดเกียร์ Transfer ที่อยู่ต่อจากกระปุกเกียร์อัตโนมัติ มีชุดเพลากลางเพื่อส่งต่อกำลังไปยังชุดเพลาหน้าและเพลาหลัง ทำงานโดยอาศัย Multiple-disc Clutch หรือชุดคลัตช์แบบหลายแผ่นซ้อน การจัดสรรกำลังระหว่างเพลาหน้าและเพลาหลัง จะขึ้นอยู่กับระดับการจับตัว (กดติดกัน) ของชุดแผ่นคลัตช์ ซึ่งควบคุมด้วย ชุด Electro-hydraulically ใช้ไฮดรอลิกในการกด โดยความควบคุมของระบบไฟฟ้า เพื่อความง่ายในการรับคำสั่งจากหน่วยประมวลผลกลาง ระดับในการกดของชุดคลัตช์ (ระดับในการกระจายกำลัง) จะแปรผันไปตามรูปแบบการขับขี่ อัตราส่วนในการกระจายกำลังระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง ในสภาพการขับขี่ปกติถูกเซตไว้ที่ 45:55

เนื่องจากความเร็วในการทำงานของระบบ 4MATIC ในความช่วยเหลือของเซ็นเซอร์อิเล็กทรอนิกส์อันล้ำหน้า 4MATIC จึงถูกนำมาเป็นส่วนหนึ่งของการรักษาเสถียรภาพการทรงตัวของรถ ด้วยการกระจายแรงขับเคลื่อน จากสภาพการส่งผ่านกำลังปกติ เมื่อรถมีอาการ ‘หน้าดื้อโค้ง’ (Understeering) ซึ่งเป็นสภาพที่ล้อหน้าเริ่มสลิป ออกอาการว่าจะหมุนเร็วกว่าล้อหลังอย่างไร้สมดุล 4MATIC จะสั่งลดกำลังที่ส่งไปให้ล้อหน้า แล้วไปเติมให้ล้อหลัง เมื่อล้อหน้าหมุนช้าลง ล้อหลังหมุนเร็วขึ้น รถจึงถูกดึงกลับเข้าสู่สภาพการขับขี่ที่สมดุลเช่นเดิม

Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015 Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015 Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015 Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015 Mercedes-Benz GLC (X 253) 2015

ภาพเคลื่อนไหวแสดงโหมดการขับขี่ต่างๆ ในรูปแบบแอนิเมชั่นที่สวยงามและง่ายต่อการเข้าใจ 

ในทางกลับกัน หากรถเกิดอาการ ‘ท้ายปัด’ (Oversteering) ในโค้ง หรือสภาพที่ล้อหลังหมุนเร็วกว่าล้อหน้า มันหมุนเร็วจนกระทั่งล้อหลังเกิดการสลิป และท้ายรถเริ่มกวาดออก สถานการณ์นี้ 4MATIC จะลดกำลังที่ส่งไปให้ล้อหลัง แล้วไปเติมให้ล้อหน้า เมื่อล้อหลังหมุนช้าลง ล้อหน้าหมุนเร็วขึ้น ก็จะดึงรถกลับเข้าที่ได้ ซึ่งหากระบบ 4MATIC เอาไม่อยู่  ระบบ ESP (Electronic Stability Program) ก็จะมาสานต่อภารกิจนี้ในทันที ด้วยการคอนโทรลการเบรกล้อทั้งสี่อย่างอิสระ จนกระทั่งรถกลับเข้าที่เข้าทางได้ในที่สุด

GLC ใช้โครงสร้างระบบกันสะเทือนด้านหน้า Four-link ขณะที่ด้านหลังวางโครงสร้างแบบ Five-link อุปกรณ์มาตรฐานเป็น Solid Spring หรือสปริงขดทำงานร่วมกับช็อคอัพ เช่นเดียวกันรถยนต์ทั่วไป และมี Air Spring หรือชุดถุงลม  ในชื่อระบบ AIR BODY CONTROL มาเป็นออปชั่นพิเศษให้ลูกค้าเลือก สามารถปรับลดความสูงลงได้ 15 มิลลิเมตร ช่วยลดแรงต้านอากาศขณะใช้ความเร็ว เช่นเดียวกัน สามารถยกตัวถังให้สูงขึ้นได้อีก 50 มิลลิเมตร เพื่อรองรับงานปีนป่าย ซึ่งนั่นเป็นเพียงสเต็ปแรกสำหรับงานลุยของ GLC เท่านั้น

สเต็ปที่สอง Mercedes-Benz ยังคงออปชั่น Offroad Engineering Package มารองรับการใช้งานเฉพาะกิจ เมื่อทำงานร่วมกับ AIR BODY CONTROL จะมีโหมดการใช้งานที่ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4MATIC มาให้เลือก 5 โหมด ได้แก่ Offroad (ถนนทั่วไป ไล่ไปจนถึงผิวทราย ยกตัวถังขึ้น 15 มิลลิเมตร), Incline (การขึ้นหรือลงทางลาดเอียง ยกตัวถังขึ้น 15 มิลลิเมตร), Rocking Assist (การข้ามผ่านอุปสรรคขนาดใหญ่ ยกตัวถัง 50 มิลลิเมตร ระบบควบคุมความเร็วรถไม่เกิน 20 กม./ชม.), Slippery (สำหรับผิวถนนเปียกลื่น หรือแรงเสียดทานต่ำ) และ Trailer (สำหรับลากพ่วง)

Mercedes-Benz GLC 350e 4MATIC EDITION 1 (X 253) 2015

 

Mercedes-Benz ใช้แนวคิด Tailor-made Outfit (ตัดเสื้อ) กับ GLC ร่วมทั้งรถโมเดลใหม่อื่นๆ เพื่อตอบสนองความต้องการที่แตกต่างของลูกค้าแต่ละบุคคล จากโทนสีบนตัวถังถึง 12 เฉดสี ล้ออัลลอยน้ำหนักเบา เริ่มต้นตั้งแต่ 15 นิ้ว ไปจนถึงระดับ 20 นิ้ว แถมยังมีรูปแบบสำเร็จรูปมาช่วยให้ลูกค้าตัดสินใจได้ง่ายขึ้น ได้แก่ EXCLUSIVE Line, OFF-ROAD Line และ AMG Line โดยรูปแบบดังกล่าวจะเชื่อมโยงไปถึงธีมการตกแต่งของห้องโดยสาร นอกจากนี้ยังมีสารพัดอุปกรณ์ไฮเทคมาให้ลูกค้าเลือกช็อปได้ตามความต้องการ ซึ่งก็มีทั้งที่เป็นอุปกรณ์ฟุ่มเฟือย และเป็นอุปกรณ์ที่มีความจำเป็นแบบสุดๆ สำหรับการขับขี่ในบางภูมิภาค ลูกค้าเพียงเลือกจ่าย เลือกแต่ง และเลือกติดของเล่นที่เหมาะสมให้กับ GLC คันเก่งของคุณเท่านั้นเอง

เรื่อง        พิทักษ์ บุญท้วม

Comments

comments

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.