the-king
HomeTest DriveMercedes-AMG GT S ซูเปอร์คาร์ที่ช้ได้ในชีวิตประจำวัน 
benz_gts_cover

Mercedes-AMG GT S ซูเปอร์คาร์ที่ช้ได้ในชีวิตประจำวัน 

หลังจากปรากฏโฉมครั้งแรกสู่สายตาสาธารณชนทั่วโลกไปเมื่อช่วงเดือนกันยายน ปี 2014 ที่ผ่านมา กับ 2 เวอร์ชั่น Mercedes-AMG GT และ Mercedes-AMG GT S กับรูปลักษณ์ที่ได้รับการพัฒนาต่อมาจากรุ่นพี่อย่าง SLS ที่เคยมาสร้างความโดดเด่นไปแล้วเมื่อครั้งเปิดตัว มาวันนี้ทายาทผู้มาสืบสานตำนานของ AMG ได้ถือกำเนิดขึ้นอีกหนึ่งเจเนอเรชั่น พร้อมการปรากฏตัวขึ้นครั้งแรกในบ้านเราเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ภายในงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์ ด้วยสีสันสะดุดตา AMG solarbeam เหลืองมาสตาร์ด

ด้วยรูปทรงภายนอกที่โดดเด่นสะดุดตา และมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ไฟหน้าและกระจังหน้าดีไซน์ที่เป็นเอกลักษณ์ มาพร้อมเทคโนโลยีใหม่ ด้วยชุดไฟหน้าแบบ LED High Performance Headlamp ที่ให้ทั้งความสว่าง และทัศนวิสัยในยามค่ำคืนที่ชัดเจน พร้อมๆ กับความโฉบเฉี่ยวของเส้นไฟเดย์ไลต์ที่ถูกออกแบบมาได้อย่างสวยงามลงตัว และอีกหนึ่งจุดเด่นที่สร้างความแปลกใหม่ให้กับวงการรถเลยก็ว่าได้ กับชุดไฟท้ายแบบ LED ที่มาพร้อมลูกเล่นพิเศษการทำงานของชุดไฟเลี้ยว ที่หากเปิดไฟเลี้ยวข้างใดข้างหนึ่งนั้น ชุดไฟเลี้ยวท้ายที่ถูกออกแบบมาเป็นเส้นแนวของหลอด LED จะทำงานวิ่งเป็นเส้นจากในไปนอก สร้างความโดดเด่นให้กับมุมมองด้านท้ายในยามใช้งานได้อย่างโดดเด่น แต่หากเปิดไฟฉุกเฉิน ไฟเลี้ยวทั้งสองข้างทางด้านท้ายก็จะกลับมาติดแบบกะพริบเหมือนกับไฟเลี้ยวทั่วๆ ไป

ภายในห้องโดยสารของ Mercedes-AMG GT S นั้น สามารถสร้างอรรถรสความเป็นสปอร์ตตามแบบฉบับซูเปอร์คาร์ได้อย่างลงตัว เพราะในทันทีที่เข้ามาสู่ภายในห้องโดยสาร ดีไซน์ของเบาะนั่ง คอนโซล แผงหน้าคอนโซล มาตรวัด และการจัดวางบรรดาอุปกรณ์ต่างๆ ให้สามารถใช้งานได้อย่างง่ายตลอดการขับขี่ นับเป็นสิ่งเย้ายวนชวนให้หลงใหล เสมือนหนึ่งต้องมนต์ไปตลอดเวลาที่อยู่ภายในห้องโดยสารของ GT S

Test Benz GTS -6 Test Benz GTS -5

4 ลิตร 510 แรงม้า อสูรทางเรียบตัวใหม่

ขุมพลังวี8 ที่อาจจะดูธรรมดาเมื่อมาอยู่ในคลาสซูเปอร์คาร์ แต่ทว่าเมื่อมองถึงพละกำลังที่ถูกเรียกออกมาที่มากมายถึง 510 แรงม้า ของ Mercedes-AMG GT S คันนี้ นับได้ว่าร้อนแรงไม่ธรรมดาเลย จากผลงานการปลุกปั้นของทีมวิศวกร AMG ผู้ที่ชำนาญในการสร้างความเหนือชั้นให้กับรถเมอร์เซเดส-เบนซ์ อยู่แล้ว  สามารถจับเอาเครื่องยนต์วี 8 DOHC 32 วาล์ว มาทำงานร่วมกับชุดทวินเทอร์โบลูกโตที่วางเอาไว้อย่างโดดเด่นทางด้านบนของเครื่องยนต์ จากการออกแบบให้ท่อทางเข้าของไอเสียอยู่ทางด้านในนั้น สามารถส่งแรงดันไอเสียออกมาสู่ตัวเทอร์โบคู่ให้มีการทำงานที่รวดเร็ว และส่งอากาศที่ถูกสร้างแรงดันเข้าไปลดความร้อนยังตัวอินเตอร์คู่ที่ซ่อนตัวอยู่ทางด้านหน้าของซุ้มล้อหน้า ก่อนจะส่งอากาศเย็นเข้าสู่ห้องเผาไหม้ ผสมผสานกับการจ่ายน้ำมันแบบตรงเข้าสู่หัวลูกสูบ อันเป็นที่มาของพละกำลัง 510 แรงม้า ที่รอบเครื่องยนต์เพียงแค่ 6,250 รอบ/นาที พร้อมแรงบิดที่สูงมากถึง 650 นิวตันเมตร หรือ 66.26 กก.-ม. ซึ่งมีให้ใช้กันตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำเพียงแค่ 1,750 รอบ ไล่ยาวมาเต็มจนไปถึง 4,750 รอบกันเลยทีเดียว และเมื่อรวมกับเทคโนโลยีในการพัฒนาชุดเกียร์อัตโนมัติลูกใหม่ AMG SPEEDSHIFT DCT 7-speed sport แบบ 7 สปีด ที่ทำงานได้รวดเร็วทันใจด้วยแล้ว สามารถทำให้การส่งกำลังลงสู่ล้อคู่หลังที่โอบรัดไว้ด้วยยางสมรรถนะสูงที่มีหน้ากว้างถึง 295 นั้น สามารถทำได้อย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ ตัวช่วยสำคัญอีกตัวหนึ่งที่ช่วยให้การกระจายกำลังลงสู่ล้อทั้งซ้ายและขวา ทำได้อย่างเท่าๆ กันนั้นก็มาจากชุดเฟืองท้าย AMG rear axle differential lock electronically-controlled ที่ควบคุมการกระจายแรงให้เหมาะสมด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ที่ให้ความแม่นยำที่ดียิ่งขึ้น

Test Benz GTS -3

ถึงแม้ Mercedes-AMG GT S จะมีตัวช่วยในการขับขี่ที่มากมายหลายระบบ แต่พละกำลังความดุร้ายของขุมพลังตัวนี้ ก็พร้อมจะแสดงพิษสงออกมาในทุกครั้งที่คุณกดคันเร่ง เสียงเครื่องยนต์ที่คำรามผ่านชุดท่อไอเสียคู่ที่ปล่อยไอเสียผ่านออกมาทางปลายทั้งสี่ท่อในด้านหลังนั้น ยังมาพร้อมลูกเล่นพิเศษที่ช่วยเติมความธรรมดาให้กับ GT S ได้อย่างลงตัว กับโหมดท่อไอเสียแบบสปอร์ต ที่พร้อมจะเปลี่ยนระดับเสียงเพิ่มความโหดให้กับ GT S ได้ในทุกครั้งที่กดเลือก เสียงท่อที่ทุ้ม ดุดันขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ควบคุมได้ง่ายเพียงปลายนิ้วสัมผัสที่ปุ่มควบคุมบริเวณคอนโซลกลาง พร้อมไฟสัญลักษณ์สีแดงที่จะติดขึ้นบ่งบอกสถานะการทำงาน ซึ่งตรงนี้เองที่เมื่อได้สัมผัสจะพบว่า Mercedes-AMG GT S นั้น มีสองบุคลิกจากเสียงเครื่องยนต์และท่อที่เงียบประหนึ่งรถสปอร์ตทั่วๆ ไป ที่พร้อมจะเปลี่ยนเป็นอสูรที่ดูโหดได้ในยามที่ต้องการ เสียงเครื่องยนต์วี8 ที่คำรามผ่านชุดท่อไอเสียออกมานั้น พอที่จะบ่งบอกความไม่ธรรมดาของบรรดาฝูงม้าที่ซ่อนอยู่ใต้ฝากระโปรงตลอดเวลาที่เลือกโหมดท่อไอเสียแบบสปอร์ต

 

4 สไตล์การขับขี่ เพื่อสนองต่อสไตล์การขับที่ไม่เหมือนกัน

อีกหนึ่งฟังก์ชันที่หากจะไม่กล่าวถึงคงเป็นไปไม่ได้ กับฟังก์ชันในการขับขี่ที่สามารถเลือกโหมดในการขับขี่ได้ถึง 4 แบบ ทำได้ง่ายๆ เพียงแค่หมุนปุ่มควบคุมที่มุมขวา ปุ่มกลมๆ อยู่บนสุดของบรรดาปุ่มควบคุมที่วางเรียงรายเป็นแถวเป็นแนวบนคอนโซลกลาง โดยมีให้เลือกตั้งแต่โหมดการใช้งานในชีวิตประจำวันทั่วๆ ไป กับโหมด Comfort ที่ช่วยให้ผู้ขับสามารถใช้ GT S ได้เสมือนหนึ่งการขับขี่รถสปอร์ตทั่วไป กับการตอบสนองของคันเร่งที่นุ่มนวล ช่วงล่างที่นุ่มสุดจาก 3 ระดับของการตอบสนอง ระบบเกียร์ในโหมดของเกียร์ออโต้ที่คุมการเปลี่ยนเกียร์ให้มีความนุ่มนวล ใช้รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำ ท่อไอเสียโหมดธรรมดาที่ให้ผู้ขับสามารถฟังเพลงจากชุดลำโพง Bermester ได้อย่างสุนทรีย์ พร้อมการทำงานของระบบช่วยการขับขี่อย่าง ESP ที่ทำงานช่วยเต็ม 100% ซึ่งจากการใช้งานทั่วๆ ไปนั้น พบว่า GT S สามารถให้การใช้งานได้สะดวกสบายเสมือนหนึ่งการใช้งานพวกสปอร์ตคาร์กันเลย จะมีก็แต่การเข้าจอดตามที่จอดรถที่มักจะมีตัวกั้นล้อนั้น จะต้องเพิ่มความระมัดระวังในการใช้งานขึ้นพอควร เพราะด้วยรูปลักษณ์ของรถที่มีด้านหน้าหรือจมูกที่ค่อนข้างยาว บวกกับกันชนหน้าที่ออกแบบให้เป็นสปอยเลอร์ในตัวนั้น จะมีระยะห่างจากพื้นค่อนข้างน้อย ด้วยเหตุนี้ในยามที่ต้องจอดในที่จอดรถจะพบว่า จะต้องคอยระวังกันสักนิด นอกจากเรื่องของการทำความคุ้นเคยที่จะช่วยเพิ่มความคล่องตัวในการใช้งานในชีวิตประจำวันแล้วนั้น ในด้านของความประหยัด GT S นับเป็นรถซูเปอร์คาร์ที่ให้ความประหยัดได้ดีคันหนึ่งเลยทีเดียว จากเทคโนโลยีที่ทันสมัยในการออกแบบเครื่องยนต์ที่ทำให้เครื่องยนต์วี8 ที่มีแรงม้ากว่าครึ่งพันเครื่องนี้  สามารถให้ความประหยัดในการเดินทางไกลได้มากถึง 9.44 กม./ลิตร กับการเดินทางด้วยความเร็วตามที่กฎหมายกำหนด 120 กม./ชม. พร้อมกับการใช้งานในเมืองหลวงที่ต้องฟันฝ่าการจราจรที่ติดขัด ด้วยตัวเลขที่เห็นแล้วต้องปลื้มใจกับอัตราสิ้นเปลืองที่ทำได้ถึง 6.1 กม./ลิตร จากส่วนใหญ่ที่ได้ลองสัมผัสผ่านๆ มานั้น จะมีตัวเลขป้วนเปี้ยนอยู่ไม่เกินเลข 5 สักเท่าไหร่เลย

Test Benz GTS -4

โหมดต่อมาจะเริ่มขยับความร้อนแรงขึ้นมาอีกนิดกับโหมด Sport  ซึ่งการตอบสนองของเครื่องยนต์และระบบเกียร์ไปจนถึงระบบโช้คอัพจะถูกปรับเข้าสู่โหมดสปอร์ต ที่ให้การตอบสนองที่รวดเร็วทันใจขึ้น ฟีลลิ่งของช่วงล่างก็จะเริ่มสัมผัสได้ถึงความหนึบและความกระด้างที่เพิ่มมากขึ้นไปพร้อมๆ กันในโหมดนี้ แต่อันที่จริงในโหมด  Comfort นั้น ความรู้สึกในการทำงานของระบบช่วงล่างก็ออกแนวสปอร์ตอย่างชัดเจนอยู่แล้ว จากการออกแบบเพื่อให้สามารถตอบสนองต่อสมรรถนะของรถที่สูงกว่ารถทั่วๆ ไป

Sport + โหมดนี้จะเริ่มปลดปล่อยอสูรให้แสดงพละกำลังออกมาเกือบเต็มร้อย ระบบช่วงล่างปรับสู่สเต็ป 3 นั้น คือรองรับสมรรถนะสูงสุด มาพร้อมฟีลลิ่งเสมือนหนึ่งรถแข่งในสนาม ให้พร้อมจะรับกับสมรรถนะที่ถูกปลดปล่อยออกมา ท่อไอเสียจะปรับสู่โหมดสปอร์ตพลัส ที่พร้อมจะข่มขวัญพาหนะร่วมทางให้หลีกทางให้กับ GT S โดยทันทีที่เลือกเข้าสู่โหมดนี้ จอแสดงผลบริเวณคอนโซลหน้าก็จะแสดงโหมดการทำงานขึ้นให้ทราบในทันที

Race โหมดไฮไลต์ที่ถ้าผู้ขับไม่พร้อม หรือฝีมือไม่ถึง ไม่แนะนำให้ขยับเข้าสู่โหมดนี้ เพราะทันทีที่เข้าสู่โหมดนี้ ระบบต่างๆ จะปรับเข้าสู่โหมดสปอร์ตพลัส ซึ่งนั่นรวมไปถึงระบบช่วยในการทรงตัวอย่าง ESP  ที่จะเริ่มปล่อยปละละเลย ลดปริมาณการช่วยลง ให้ผู้ขับสามารถแสดงฝีไม้ลายมือได้อย่างเต็มที่ขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการกวาดท้ายเพื่อสไลด์เข้าโค้งโชว์ลีลา ไปจนถึงการสร้างกลุ่มควันยางในยามที่กดคันเร่งเต็มๆ ในยามออกตัว โหมดนี้พร้อมจะให้คุณได้สัมผัสสมรรถนะทั้ง 510 แรงม้า และแรงบิด 650 นิวตันเมตร กันแบบเต็มๆ อันเป็นที่มาของตัวเลข 0-100 ในระดับ 3.8 วินาที และทะยานสู่ความเร็วระดับ 200 กม./ชม. ได้ในระยะเวลาเพียงแค่กลั้นใจ  พร้อมท็อปสปีดที่สูงในระดับ 310 กม./ชม. อันเป็นสเป็กที่โรงงานเคลมเอาไว้ ซึ่งต้องขออภัยคุณผู้อ่านที่ไม่สามารถที่จะทดลองให้ดูได้ เด้วยสภาพถนนในบ้านเราที่ไม่เอื้ออำนวยให้ทดลองในความเร็วระดับนั้นได้อย่างปลอดภัย ไปจนถึงฝีมือและใจของผู้ทดสอบที่ยังไม่ถึงขั้น ก็ขอเป็นแค่สัก 200 นิดๆ ที่บอกได้สั้นๆ ว่า ในขณะที่ขับอยู่ที่ความเร็วประมาณ 100 นั้น ถ้ากดคันเร่งกันแบบเต็มๆ เพียงแค่ไม่กี่วินาที เข็มความเร็วก็กวาดขึ้นไปถึงระดับ 240 ได้อย่างรวดเร็ว พร้อมๆ อาการหลังติดเบาะที่เสมือนหนึ่งมีใครมาดึงตัวเอาไว้ให้แนบสนิทกับเบาะนั่ง ที่นอกจากจะสวยงามน่ายืมไปใส่ไว้ในรถตัวเองแล้ว ยังให้ความโอบกระชับได้เป็นอย่างดีอีกด้วย

Test Benz GTS -2

มั่นใจได้จากชุดเบรกประสิทธิภาพสูง

นอกจากเรื่องของอัตราเร่งที่เรามักให้ความสำคัญกันแล้ว อีกหนึ่งเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กัน นั่นก็คือเรื่องของระบบเบรก ที่งานนี้ต้องรับภาระอันใหญ่หลวงของการหยุดยั้งฝูงม้าหนุ่มแห่งเมืองเบียร์ที่มีมากันเป็นฝูงกว่าครึ่งพัน ให้สงบ นิ่งสนิทได้ในระยะเวลาและระยะทางที่สั้น ซึ่งทั้งหมดตกเป็นหน้าที่ของชุดเบรกประสิทธิภาพสูง AMG High-performance composite brake ที่มาพร้อมคาลิเปอร์เบรกขนาดใหญ่ โอบรัดชุดจานเบรกใบโตที่เต็มพื้นที่ด้านในของล้อแม็กขนาด 19 นิ้วกันเลย

สำหรับบ้านเรา ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ได้นำ Mercedes-AMG GT S เข้ามาให้ผู้ที่ชื่นชอบได้เป็นเจ้าของกับราคาเริ่มต้นของเวอร์ชั่นปกติที่ 14.9 ล้านบาท ซึ่งก็คือคันที่เราได้พาคุณผู้อ่านมาร่วมสัมผัสกันในครั้งนี้ ถ้าหากต้องการความแตกต่าง ทางเมอร์เซเดส-เบนซ์ ก็ยังเพิ่มทางเลือกกับเวอร์ชั่นพิเศษ Edition 1 มาให้ได้เป็นเจ้าของ กับความพิเศษของชุดแต่งภายนอก ตั้งแต่ชุดสปอยเลอร์รอบคัน พร้อมหางหลังทรง GT ที่เสริมเติมขึ้นมาจากชุดสปอยเลอร์ท้ายแบบไฟฟ้าตัวเดิมที่จะขยับขึ้นมาให้เห็นเมื่อความเร็วเกิน 120 และเก็บซ่อนลงไปอย่างเรียบร้อยตามเดิม เมื่อความเร็วลดต่ำลงกว่า 80 กม./ชม. ไปจนถึงหลังคาแบบคาร์บอน  ล้อแม็กลายพิเศษ และภายในที่ขยับความสปอร์ตเพิ่มขึ้นจากการตกแต่งเฉพาะ พร้อมสัญลักษณ์ Edition 1 ที่ด้านล่างของวงพวงมาลัย เอกลักษณ์เฉพาะรุ่นนี้ ให้ได้เลือกเป็นเจ้าของเพิ่มเติมอีกหนึ่งเวอร์ชั่น

มาถึงตรงนี้คงต้องบอกว่า การที่เมอร์เซเดส-เบนซ์ (ประเทศไทย) ส่ง Mercedes-AMG GT S ออกมาสู่ตลาดซูเปอร์คาร์บ้านเรา นับเป็นการเขย่าวงการอยู่พอตัว ด้วยสมรรถนะที่สูงของตัวรถ ไปจนถึงดีไซน์ที่โดดเด่นเป็นเอกลักษณ์ และระดับราคาที่เย้ายวนใจ งานนี้เห็นท่าว่าเซ็กเมนต์ซูเปอร์คาร์คงจะกลับมาคึกคักขึ้นอีกครั้ง

Test Benz GTS -16

ความเร็วเดินทางที่เกียร์สูงสุด

ความเร็ว (กม./ชม.)          รอบ (รอบ/นาที)

100                                       1,800

120                                       2,150

140                                       2,600

160                                       2,950

180                                       3,300

 

ข้อมูลทางเทคนิค

ยี่ห้อและรุ่นรถ                                      Mercedes-AMG GT S

ประเทศผู้ผลิต และรุ่นปี                        ประเทศเยอรมนี รุ่นปี 2015

แบบเครื่องยนต์                                    วี8 สูบ DOHC 32 วาล์ว ทวินเทอร์โบ อินเตอร์คูลเลอร์

ปริมาตรความจุ (ซี.ซี.)                          3,982

กำลังสูงสุด (แรงม้า/รอบ/นาที)              510/6,250

แรงบิดสูงสุด (กก.-ม./รอบ/นาที)           66.26/1,750-4,750

ถังเชื้อเพลิงจุ (ลิตร)                              65

ระบบขับเคลื่อน                                    ล้อหลัง

ระบบเกียร์                                            เกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด (AMGSPEEDSHIFT DCT 7-speed sport)

ระบบพวงมาลัย                                    แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน พร้อมเพาเวอร์ช่วย

ระบบเบรก              หน้า                       ดิสก์เบรก แบบจานระบาย

หลัง                        ดิสก์เบรก

มิติ กว้าง x ยาว x สูง (มม.)                  1,939 x 4,546 x 1,288

ฐานล้อยาว (มม.)                                 2,630

ความกว้างล้อหน้า (มม.)                      1,680

ความกว้างล้อหลัง (มม.)                       1,651

น้ำหนักรถ (กก.)                                   1,645

ล้อ                                                        ล้อแม็กหน้า ขนาด 19 นิ้ว

ล้อแม็กหลัง ขนาด 20 นิ้ว

ยาง         หน้า                                      265/35ZR19

หลัง                                       295/30ZR20

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม.                       3.8 วินาที (ตัวเลขโรงงาน)

ความเร็วสูงสุด                                     310 กม./ชม. (ตัวเลขโรงงาน)

อัตราความสิ้นเปลือง (กม./ลิตร)

ในเมือง                                 6.1

นอกเมือง                              9.44

ราคาจำหน่าย                                      14,900,000 บาท

ผู้เขียน กิตติศักดิ์ ด้วงพิมพ์ / ภาพ พิศวัส พงศ์พุฒิโสภณ


 

Comments

comments

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.