นับจาก MP4-12C ที่ McLaren จากเกาะอังกฤษ ปลดปล่อยออกมาข่มขวัญซูเปอร์คาร์ทั้งจากอิตาลีและเยอรมนี ตั้งแต่ปี 2011 บัดนี้ได้เวลาอัพเกรดยกระดับความแรง พร้อมทั้งแปลงร่างไปเป็น McLaren 650S ที่เบากว่า แถมเครื่องยนต์ที่ทรงพลังยิ่งขึ้น เปิดตัวมาพร้อมกันทั้งตัวถัง Coupe และ Spider ความน่าตื่นตะลึงอยู่ที่ตัวเลขสมรรถนะ ซึ่ง McLaren เคลมออกมาจากการทดสอบในทุกช่วงความเร็ว โดยเฉพาะอัตราเร่งชวนขนหัวลุก จาก 0-300 กม./ชม. ที่ McLaren 650S ทั้ง 2 รูปแบบตัวถัง ฝากสถิติไว้กับเวลา 25.4 และ 26.5 วินาที เท่านั้น!!!

02_resize

McLaren 650S เป็นเวอร์ชั่นต่อยอดของ MP4-12C ซูเปอร์คาร์สัญชาติอังกฤษแท้ๆ ที่สมบูรณ์แบบชนิดเกือบครบเครื่อง ผู้เขียนเคยเจาะลึกเทคโนโลยีของ MP4-12C เมื่อเกือบ 4 ปีที่ผ่านมา จึงขออนุญาตคุณผู้อ่านหยิบยกบทความในยุคนั้นมาอัพเดท เพื่อให้ข้อมูลของ McLaren 650S ได้อรรถรส และมีเนื้อหาครบถ้วนมากที่สุด

03_resize

ได้รับการปรับปรุงแอโรไดนามิก เมื่อเทียบกับ MP4-12C ผลลัพธ์คือ ที่ความเร็วกว่า 240 กม./ชม. McLaren 650S จะมีแรงกดตัวถังที่เพิ่มขึ้นถึง 24 เปอร์เซ็นต์

McLaren เป็นหนึ่งในทีมแข่ง F1 ที่สะสมความสำเร็จมาอย่างยาวนาน จากประสบการณ์ในวงการมอเตอร์สปอร์ตร่วม 50 ปี ความเชี่ยวชาญชนิดหาตัวจับยากอยู่ที่เรื่อง Chassis Engineering งานแชสซีจึงนับเป็นอีกหนึ่งศาสตร์ที่สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่งได้ ไม่เป็นรองเทคโนโลยีเครื่องยนต์และระบบส่งกำลัง ด้วยความสามารถเฉพาะตัวนี้เอง McLaren จึงถ่ายทอดเทคโนโลยีที่ตนถนัดลงสู่รถถนนให้บรรดาสาวกได้สัมผัสกันแบบถึงแก่น

04_resize

MonoCell เป็นโครงสร้างหลักของ MP4-12C และ McLaren 650S ผลิตจากคาร์บอนไฟเบอร์ ทั้งก้อนนี้มีน้ำหนักเพียง 75 กิโลกรัม (ไม่รวมเบาะนั่ง)

ทว่า ซูเปอร์คาร์ 2 โมเดลแรกที่ผ่านมา ดูไม่ต่างอะไรกับการยืมจมูกชาวบ้านหายใจ เพราะยังต้องพึ่งพาเครื่องยนต์จากเจ้าสำนักใหญ่ในเยอรมัน แต่กับ MP4-12C มันคือ ‘Pure McLaren’ โมเดลแรกตัวจริงเสียงจริง ขนาดป๋า RonDennis  บิ๊กบอสประจำค่าย ยังโม้ได้อย่างเต็มที่ว่า MP4-12C เป็นรถที่มีแฮนด์ลิ่งดีที่สุดจาก McLaren ถัดจากนั้นจึงเป็นคิวของ McLaren 650S ตัวจี๊ด ที่จะทำให้เจ้าของซูเปอร์คาร์จากค่ายม้าลำพองและกระทิงดุโดนสวนได้แบบไม่รู้ตัว

05_resize

McLaren 650S แชร์พื้นฐานโครงสร้างและเครื่องยนต์ ร่วมกับ MP4-12C แต่ได้รับการอัพเกรดเพิ่มเติม เพื่อรับกับแรงม้าและแรงบิดที่เพิ่มขึ้น

เพื่อให้เห็นแนวทางในการพัฒนารถถนนของ McLaren ครบถ้วนในทุกมุม จึงขอนำรถ McLaren ทั้ง 2 โมเดลแรก อันได้แก่ McLarenF1 และ Mercedes-Benz SLR McLaren  มาร่วมนำเสนอในบทความนี้ด้วย ทั้งหมดจะทำให้คุณผู้อ่านได้เห็นความแตกต่างในการพัฒนารถสมรรถนะสูงของค่ายนี้ เมื่อเทียบกับคู่แข่งแถวหน้าอย่าง BUGATTI หรือแม้แต่ KOENIGSEGG ที่เน้นโชว์แสนยานุภาพด้านความเร็วสูงสุด เมื่อความเร็วสูงสุดไม่ใช่คำตอบสุดท้ายสำหรับ McLaren แล้วอะไรกันที่ถูกใช้เป็นจุดขาย

06_resize

Chassis Engineering แสดงถึงความอัจฉริยะของวิศวกร McLaren ได้อย่างโดดเด่น เรียบง่าย ปราศจากความซับซ้อน ทุกองค์ประกอบผ่านขบวนการคิดมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน เป็นที่มาของการกระจายน้ำหนักในสัดส่วน 42.5:57.5

07_resize

ความโดดเด่นของรถ McLaren คือการผลิตไฮเปอร์คาร์ให้รองรับการใช้งานในชีวิตประจำวัน ทีมพัฒนาต้องการให้ลูกค้าขับ McLaren คันโปรดของเขามากที่สุด ไม่ได้ใช้งานเฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์เฉกเช่นซูเปอร์คาร์อิตาเลียน  เครื่องยนต์สมรรถนะสูงถูกจับคู่กับโครงสร้างน้ำหนักเบา เป็นจุดเริ่มต้นของแฮนด์ลิ่งอันเฉียบคม ปิดท้ายด้วยอัตราเร่งกับแรง g อันหนักหน่วง จนอาจทำให้คุณลืมหายใจ

08_resize

งานประกอบตัวถัง ยังคงอาศัยแรงงานฝีมือที่เปี่ยมไปด้วยทักษะและความประณีต

McLaren สร้างชื่อมานานในวงการมอเตอร์สปอร์ต โดยเฉพาะกับการแข่งขันรถสูตร 1 ยกตัวอย่าง ในปี 2003 ทีม West McLaren-Mercedes จากฝีมือการขับของนักแข่งหมายเลข 6 นาม Kimi Raikkonen ต้องทำให้ทีมหัวแถวอย่าง Scuderia Ferrari Marlboro ซึ่งนำทีมโดย Michael Schumacher แชมป์โลก 5 สมัย (ขณะนั้น) ต้องหืดขึ้นคอจนถึงสนามสุดท้าย ก่อนจะได้แชมป์สมัยที่ 6 ไปครอง ด้วยคะแนนรวมนำเพียงแค่ 2 แต้ม ขณะในปี 2008 วงการ F1 ได้แชมป์โลกอายุน้อยที่สุดอย่าง Lewis Hamilton ภายใต้สังกัด McLaren-Mercedes หลังจากหนุ่มน้อยผู้นี้เพิ่งเข้าสู่วงการ F1 เต็มตัวในปี 2007 พร้อมปิดท้ายฤดูกาลเดียวกันนี้ไปด้วยตำแหน่งรองแชมป์

09_resize

นั่นเป็นสิ่งบ่งบอกว่า เทคโนโลยีและฝีมือนักแข่งจาก McLaren-Mercedes ไม่เป็นรองใคร สิ่งที่อาจขาดหายไปบ้างก็คงจะเป็นเรื่องของดวงเพียงเท่านั้น ทีมแข่งทีมนี้เกิดจากการรวมตัวระหว่าง Partner ยักษ์ใหญ่ในวงการยานยนต์โลก นั่นคือ McLaren และ Mercedes-Benz เจ้าแรกรับผิดชอบในส่วนของงานแชสซี หน้าที่หลักๆ เป็นการออกแบบ  คำนวณโครงสร้างตัวถังของรถ F1 ให้เกิดความสมดุลสูงสุดในการขับเคลื่อนทั้งทางตรง และในโค้ง หรือแม้ในย่านความเร็วกว่า 300 กม./ชม. สามารถรองรับความเค้นและแรงบิดของขุมพลังกว่า 700 แรงม้า ได้อย่างไม่สะดุ้งสะเทือน ส่วน Mercedes-Benz ในส่วนของแผนก AMG จะเป็นผู้ดูแลในเรื่องของเครื่องยนต์และระบบขับเคลื่อนทั้งหมด ความสำเร็จของทีมนี้อยู่ในระดับใด คงไม่ต้องกล่าวถึงอีก

10_resize

น้ำหนักรวมของ McLaren 650S ลดลงกว่า 100 กิโลเมตร เมื่อเทียบกับ MP4-12C

วิศวกร McLaren ต้องการกำหนดมาตรฐานใหม่ให้ High-performance Sport Car ในทุกด้าน โดยเฉพาะเรื่อง ‘น้ำหนัก’ เราจึงเห็นนวัตกรรมในการสร้างตัวถังแบบ Monocoque ซึ่งใช้วัสดุต่างชนิดกันมาขึ้นรูปเป็นตัวถัง ความก้าวหน้าในเรื่องวัสดุส่งผลให้ ‘คาร์บอนไฟเบอร์’ ถูกนำมาใช้เป็นวัสดุหลัก จากจุดเด่นในเรื่องของความเบา และได้รับการพัฒนาให้แข็งแรง ทนทานขึ้นอีกระดับ และถูกเรียกขานว่า Rigid Carbon Fiber ผ่านการทดสอบในเรื่องความปลอดภัย และเก็บข้อมูลในเชิง R&D มานานแล้วกับรถ F1

11_resize

การเปิดประตูแบบนี้ เป็นเสน่ห์ของ McLaren จนทำให้บรรดาเศรษฐีต้องควักกระเป๋ามาหลายรายแล้ว

McLaren ต่อยอดความเชี่ยวชาญของตัวเอง มุ่งแสวงหากำไรเพื่อความยั่งยืนของธุรกิจ ด้วยการผลิตรถถนนออกสู่ตลาด แค่โมเดลแรกก็สร้างเสียงฮือฮาได้ไม่น้อย McLarenF1 (1993-1998) ภายใต้การออกแบบของมือระดับเซียนอย่าง Gordon Murray บุรุษผู้นี้เชี่ยวชาญด้านงานโครงสร้าง รวมถึงทุกรายละเอียดในรถแข่งอย่างที่สุด เขายืนยันอย่างหนักแน่นว่า ซูเปอร์คาร์ต้องเบา ไม่ได้หนักร่วม 2 ตัน เช่น BUGATTI Veyron พิสูจน์ฝีมือด้วยการสร้าง McLarenF1 ให้มีน้ำหนักอยู่ที่เพียง 1,140 กิโลกรัม น้ำหนักที่น้อยจะเพิ่มความง่ายในการพัฒนาระบบอื่นๆ ต่อไป เช่น กันสะเทือน ระบบเบรก และยังช่วยให้ระบบต่างๆ เหล่านั้น ทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

12_resize

ไฟหน้าแบบ Full LED ในโคมรูปทรงล้ำยุค พร้อมกับสปอยเลอร์หน้าคาร์บอนไฟเบอร์ เป็นจุดหลักที่แตกต่างจาก MP4-12C

McLarenF1 เป็นรถ 2 ประตู 3 ที่นั่ง ฉีกทฤษฎีการออกแบบเดิมๆ ด้วยการวางตำแหน่งคนขับไว้ตรงกลาง ขนาบข้างค่อนมาทางด้านหลังด้วยเบาะนั่งผู้โดยสารทั้ง 2 ฝั่ง ไม่มีเหตุผลอื่นใด นอกจากการสมดุลน้ำหนัก โครงสร้างตัวถังขึ้นรูปจาก CFRP (Carbon Fibre Reinforce Plastic) ร่วมกับอะลูมินัมอัลลอยและแมกนีเซียมอัลลอย เครื่องยนต์วางกลางลำ ใช้บิ๊กบล็อก V12 ขนาด 6.1 ลิตร จาก ‘BMWM-Power’ (ผลิตตามการดีไซน์ของ Murray) รหัส S70/2 ใช้กำลังอัด 11:1 ผลิตแรงม้าระดับเริ่มต้นได้ 627 hp ที่ 7,400 รอบ/นาที แรงบิด 651 Nm ที่ 5,600 รอบ/นาที เรดไลน์ปลายคันเร่งลากจนไปสุดที่ 7,500 รอบ/นาที

13_resize

ฝาปิดช่องดักอากาศคาร์บอนไฟเบอร์ในส่วนกลางของตัวถัง ช่วยลดน้ำหนักต่อข้างลงได้ 1.5 กิโลกรัม

ยุคที่ 2 ของซูเปอร์คาร์จาก McLaren ได้รับสมญานามว่า SLR McLaren (2003-2009) ครั้งนี้เป็นการพัฒนาร่วมกับ Mercedes-Benz โดยการแบ่งงานยังเป็นไปตามแนวทางเดิม คือ McLaren รับผิดชอบเรื่องแชสซี ส่วนแผนก AMG ของ Mercedes-Benz  ดูแลเรื่องระบบขับเคลื่อนทั้งหมด ตัวถัง Monocoque ของ SLR McLaren ถูกแบ่งออกเป็น 2 ส่วน  ส่วนแรกรับหน้าที่หิ้วเครื่องยนต์และช่วงล่างด้านหน้า (วางเครื่องไว้หลังเพลาหน้า ขับเคลื่อนล้อหลัง) จะเป็นท่อนอะลูมิเนียมต่างขนาด รูปแบบโครงสร้างถักทอเชื่อมโยงกันตามหลักเรขาคณิต ที่คำนวณจุดรับแรงมาอย่างละเอียดถี่ถ้วน โครงสร้างอะลูมิเนียมชุดนี้ต้องรองรับแรงบิดมหาศาลระดับ 780Nm จากขุมพลัง V8 ที่พ่วงมาด้วยซูเปอร์ชาร์จ

14_resize

สปอยเลอร์หลังคาร์บอนไฟเบอร์ เป็นออปชั่นพิเศษที่ลดน้ำหนักลงได้อีก 0.7 กิโลกรัม โดยสปอยเลอร์หลังชิ้นนี้ จะทำหน้าที่เป็น Airbrake ให้กับ McLaren 650S การเบรกที่ความเร็วเกินกว่า 95 กม./ชม. สปอยเลอร์หลังจะยกตัวขึ้น 32 องศา เพื่อช่วยเพิ่มแรงต้านอากาศ และจะยกได้สูงสุดถึง 69 องศา แปรผันไปตามความเร็วที่ใช้

ท่อนหน้าทั้งฝั่งซ้ายและขวาของโครงสร้างอะลูมิเนียมใน  SLR McLaren จะต่ออยู่กับแท่งคาร์บอนไฟเบอร์ทรงกรวย มีความยาว 620 มิลลิเมตร และหนักเพียงท่อนละ 3.4 กิโลกรัม แท่งคาร์บอนไฟเบอร์ถูกเชื่อมโยงต่อไปเป็นโครงสร้างหน้ารถ ตรงส่วนนี้จะพิเศษก็ตรงที่มันถูกออกแบบมาให้สามารถยุบตัวเพื่อดูดซับแรงกระแทก ในยามที่รถเกิดการปะทะจากทางด้านหน้าเมื่อรถเกิดอุบัติเหตุ ในส่วนของ Passenger Cell ถัดจากโครงสร้างอะลูมิเนียม นับตั้งแต่ห้องโดยสารไปจนถึงท้ายรถจะเป็นคาร์บอนไฟเบอร์ทั้งหมด ส่วนนี้ได้รับออกแบบมาให้แข็งแกร่งพอที่จะใช้เป็นจุดติดตั้งช่วงล่างด้านหลังทั้งชุด แม้จะใช้วัสดุขั้นเทพกับโครงสร้าง แต่ SLR McLaren มีน้ำหนักตัวถึง 1,768 กิโลกรัม

15_resize

ห้องเก็บของใต้ฝากระโปรงหน้า กะทัดรัดตามมาตรฐานซูเปอร์คาร์

ในส่วนของเครื่องยนต์ SLR McLaren ขอยกมาคุยร่วมกับ McLaren 650S เลย เพราะ McLaren ทั้ง 2 รุ่นนี้ มีอยู่ 2 หัวข้อที่เหมือนกัน ข้อแรก เป็นการใช้เครื่องยนต์บล็อก V8 ข้อที่สอง เป็นเครื่องยนต์ซึ่งมาพร้อมกับระบบอัดอากาศ เพียงแต่ SLR McLaren ใช้ซูเปอร์ชาร์จ ต่างจาก McLaren 650S ที่ใช้เทอร์โบคู่

16_resize

วัสดุตกแต่งห้องโดยสารใน McLaren 650S ตัวมาตรฐาน จะเน้นความหรูด้วยหนังแท้

เครื่อง V8 ทั้งบล็อกของ SLR McLaren มีน้ำหนักอยู่ที่ 232 กิโลกรัม ผลิตจากอะลูมินัมอัลลอยทั้งเสื้อสูบและฝาสูบ ขนาดความจุ 5.439 ลิตร เน้นแรงบิดด้วยชุดเพลาราวลิ้น SOHC ใช้ซูเปอร์ชาร์จแบบ Twin-screw ปั่นได้ถึง 23,000 รอบ/นาที อัดแรงดันอากาศเข้าห้องเผาไหม้ในระดับ 0.9 บาร์ สร้างแรงม้าออกมา 617hp ที่ 6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 780 Nm ที่ 3,250-5,000 รอบ/นาที โดยเวอร์ชั่นสุดท้ายของ SLR McLaren คือ 722 Edition แรงม้าและแรงบิดจะขยับขึ้นไปที่ 640 hp และ 820 Nm ตามลำดับ 722 เร่งจาก 0-300 กม./ชม. ด้วยเวลา 27.9 วินาที กับท็อปสปีด 337 กม./ชม.

17_resize

18_resize

ปุ่มเลือกตำแหน่งเกียร์ เหลือเพียง 3 ปุ่ม คือ D N R กับอีก 1 คันโยกสำหรับ P หรือเบรกมือ

ส่วน Pure McLaren โมเดลแรกอย่าง MP4-12C ไม่ได้พึ่งพาเครื่องยนต์จากทั้ง BMW และ Mercedes-Benz เหมือนรุ่นพี่ ด้วยเหตุผล เครื่องยนต์ขนาดใหญ่เหล่านี้ไม่ตอบโจทย์ตามความต้องการของวิศวกร McLaren ในยุคที่รถสมรรถนะสูงถูกควบคุมด้วยมาตรฐานมลพิษ ขุมพลัง V8 ขนาด 3.8 ลิตร ใน MP4-12C เป็นการพัฒนาร่วมกับบริษัทพันธมิตรนาม Ricardo ใช้อะลูมินัมอัลลอยทั้งเสื้อสูบและฝาสูบ ระบบเพลาราวลิ้นแบบ DOHC32 วาล์ว พร้อมระบบ Dual VVT (Variable Valve Timing) หรือวาล์วแปรผันทั้งฝั่งวาล์วไอดีและวาล์วไอเสีย น้ำหนักทั้งบล็อกอยู่ที่ 199 กิโลกรัม

ขณะที่ McLaren 650S ใช้เครื่องยนต์ที่โมดิฟายต่อจาก MP4-12C เป็นเครื่องยนต์รหัส ‘M838T’ มาพร้อม Twin-turbo โดยเทอร์โบแต่ละตัวจะรับไอเสียจากท่อร่วมไอเสียแต่ละฝั่ง อากาศที่ผ่านการเพิ่มแรงดันจากเทอร์โบจะถูกส่งไประบายความร้อนที่อินเตอร์คูลเลอร์แบบฝั่งใครฝั่งมัน ก่อนส่งอากาศอัดความหนาแน่นสูง (ลดอุณหภูมิ) ไปร่วมตัวกันที่ท่อร่วมไอดี รอผสมกับละอองน้ำมันเชื้อเพลิงตามจังหวะการจุดระเบิดต่อไป ขุมพลังของ MP4-12C ผลิตแรงม้าได้ 600 PS (592 bhp) ที่ 7,000 รอบ/นาที แรงบิด 600 Nm ที่ 3,000-7,000 รอบ/นาที

19_resize

ห้องโดยสารสไตล์ Lightweight Design เน้นหนักไปที่หนัง Alcantara เฉพาะโครงสร้างเบาะนั่ง ช่วยลดน้ำหนักลงได้ถึง 15 กิโลกรัม (7.5 กิโลกรัม/ตัว)

บล็อก ‘M838T’ ใน McLaren 650S ถูกปรับปรุงในส่วนลูกสูบและฝาสูบเพิ่มเติม เพื่อรับกับแรงบูสต์ของเทอร์โบที่เพิ่มขึ้น กระทั่งแรงม้าขยับขึ้นมาเป็น 650 PS (641 bhp) ที่ 7,250 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุดพุ่งขึ้นไปแตะ 678 Nm ที่ 6,000 รอบ/นาที ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลาต่ำกว่า 3 วินาที เหยียบคันเร่งจนผ่าน 200 กม./ชม. ใช้เวลา 8.4 วินาที และหากถนนยังว่างพอ คุณสามารถผ่านหลัก 300 กม./ชม. ด้วยเวลาเพียง 25.4 วินาที ส่วนความเร็วสูงสุดไปหยุดอยู่ที่ 333 กม./ชม. เมื่อสมัยประจำการใน MP4-12C เครื่องยนต์บล็อกนี้ปล่อย CO2 ในระดับ 279 กรัม/กิโลเมตร ต่ำกว่า 458 Intalia ซึ่งทำได้ที่ 307 กรัม/กิโลเมตร แต่เมื่อมาอยู่ใน McLaren 650S สะอาดขึ้นอีกเล็กน้อย ด้วยตัวเลข CO2 ที่ 275 กรัม/กิโลเมตร

20_resize

ระบบหล่อลื่นใช้แบบอ่างแห้ง (Dry Sump) ไร้ซึ่งอ่างน้ำมันเครื่องเฉกเช่นเครื่องยนต์ทั่วไป เป็นการแยกอ่างน้ำมันเครื่องออกมาไว้ต่างห่าง จากนั้นจึงใช้ปั๊มแรงดันสูงอัดน้ำมันไปหล่อลื่นตามซอกต่างๆ ภายในเครื่องยนต์อย่างทั่วถึง โดยแรง G รวมถึงแรงเหวี่ยงหนีศูนย์นานาประการ จะไม่สามารถลดทอนประสิทธิภาพของระบบหล่อลื่นลงได้ และจากการที่ย้ายอ่างน้ำมันเครื่องออกไปจากใต้เครื่องยนต์ จะส่งผลให้ความสูงของเครื่องยนต์ลดลง ช่วยให้จุดศูนย์ถ่วง (C.G.) ของ MP4-12C และ McLaren 650S ทั้งคันต่ำลงได้อีกต่างหาก

21_resize

ขุมพลัง V8 ขนาด 3.8 ลิตร Twin-turbo 650 แรงม้า (PS) พร้อมแรงบิด 678 นิวตัน-เมตร โดยแรงบิดกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ จะมีมาให้ใช้งานตั้งแต่ 2,000 รอบ/นาที

เกียร์เป็นแบบ 7 สปีด ‘คลัตช์คู่’ ตามกระแสนิยม โดยผู้พัฒนาเกียร์ลูกนี้คือบริษัท Graziano จากอิตาลี การทำงานของเกียร์ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ SSG (Seamless Shift Gearbox) ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์รวดเร็วและต่อเนื่อง แถมท้ายด้วยฟังก์ชัน Pre-cog รับหน้าที่จับสัมผัสที่ผู้ขับกระทำกับ Paddle Shift หลังพวงมาลัยทั้ง 2 ฝั่ง โดยระดับและความเร็วในการกด Paddle จะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นการปรับระยะฟรีโหลดในการกดคลัตช์ ส่งผลต่อเนื่องไปยังความเร็วในการทำงานของคลัตช์ สร้างความแตกต่างในการคอนโทรลคลัตช์ได้ใกล้เคียงการเหยียบคลัตช์แบบดั้งเดิม

22_resize

เกียร์ 7 สปีด ‘คลัตช์คู่’ วางต่อจากเครื่องยนต์ เพื่อขับเคลื่อนล้อคู่หลัง การทำงานของเกียร์ควบคุมด้วยซอฟต์แวร์ SSG (Seamless Shift Gearbox) ช่วยให้การเปลี่ยนเกียร์รวดเร็และต่อเนื่อง การตอบสนองของเครื่องยนต์และเกียร์จะมีโหมดการทำงานให้ผู้ขับเลือกปรับถึง 4 โหมด ได้แก่ Winter, Normal, Sport และ Track

หัวใจของ McLaren 650S หนีไม่พ้นเรื่องแฮนด์ลิ่ง ซึ่งเป็นผลลัพธ์ที่บ่งชี้ถึงศักยภาพในการพัฒนาแชสซีได้ดีที่สุด ยังคงเป็นโครงสร้างลูกผสมเช่นเดียวกับรุ่นพี่  โดยท่อนหลักเป็นส่วนของห้องโดยสาร มีชื่อเรียกอย่างเป็นทางการว่า Carbon MonoCell ดูเรียบง่ายและลงตัวกว่าโครงสร้างของ SLR McLaren อยู่ไม่น้อย เป็นคาร์บอนไฟเบอร์ชิ้นใหญ่ ที่ผลิตขึ้นจากกรรมวิธี RTM (Rasin Transfer Moulding) ทั้งชุดมีน้ำหนักเพียง 75 กิโลกรัม เบากว่าการใช้โครงสร้างอะลูมิเนียมราว 25 เปอร์เซ็นต์

23_resize

ช่วงล่างใช้โครงสร้างอะลูมิเนียม ความน่าสนใจอยู่ที่ระบบ PCC (ProActive Chassis Control) ซึ่งรับภารกิจ “แยกความนุ่มนวลในการขับขี่ ออกจากอาการโคลงขณะรถเข้าโค้ง”

ดูเหมือนต้นสังกัดจะมุ่งเน้นผลกำไรอย่างจริงจัง กับการขาย MP4-12C และ McLaren 650S เพราะลดความยุ่งยากและเวลาในการทำงานของแต่ละขั้นตอนลงมาก (ตามความก้าวหน้าของเทคโนโลยีในแต่ละยุค) โครงสร้างคาร์บอนของ McLarenF1 ต้องใช้เวลาในการผลิตต่อชิ้นนานถึง 3,000 ชั่วโมง พอมาถึง SLR McLaren ลดเวลาลงได้อีกกว่า 10 เท่า ขณะที่ MonoCell ลดเวลาในการผลิตต่อชิ้นเหลือเพียง 4 ชั่วโมง!!!

24_resize

โครงสร้างท่อนกลางเป็น MonoCell ขณะที่โครงสร้างท่อนหน้าและท่อนหลังเป็นอะลูมิเนียม ซึ่งทำหน้าที่เป็นจุดยึดให้กับอุปกรณ์ต่างๆ อาทิ เครื่องยนต์ ระบบส่งกำลัง และช่วงล่างแบบปีกนกคู่ทั้ง 4 ล้อ โดยโครงสร้างของระบบกันสะเทือนยังคงเป็นอะลูมิเนียมเพื่อช่วยน้ำหนักใต้สปริง ช่วงล่างของ McLaren 650S จัดเป็น Adaptive Suspension หรือกันสะเทือนที่ปรับการตอบสนองได้ตามรูปแบบการขับขี่ ถูกควบคุมด้วยระบบ PCC (ProActive Chassis Control)

25_resize

ยังคงใช้ระบบผ่อนแรงพวงมาลัยแบบไฮดรอลิก ซึ่งให้การตอบสนองที่ฉับไว แม่นยำ และเป็นธรรมชาติกว่าระบบผ่อนแรงพวงมาลัยแบบไฟฟ้า

แนวคิดของระบบ PCC จาก McLaren อาจทำให้ผู้ผลิตซูเปอร์คาร์หลายค่ายต้องทึ่ง วัตถุประสงค์ของระบบนี้ คือ “การแยกความนุ่มนวลในการขับขี่ออกจากอาการโคลงขณะรถเข้าโค้งให้ได้แบบเบ็ดเสร็จ” McLaren 650S จึงไม่จำเป็นต้องมีเหล็กกันโคลง หลักการทำงานคล้ายกับกันสะเทือน Hydractive จากค่าย CITROEN

26_resize

จานเบรก CCM (Ceramic Composite Matrix) ของแรงที่พลาดไม่ได้เลยสำหรับรถระดับนี้

ช็อคอัพทั้ง 4 ล้อ ของ McLaren 650S ถูกเชื่อมโยงเข้าด้วยกันผ่านวงจรไฮดรอลิก ความคล่องตัวในการไหลของของไหล (Fluid) ภายในวงจร จะเป็นตัวแปรหลักต่อการตอบสนองของระบบกันสะเทือนทั้งระบบ ซึ่งจะถูกคอนโทรลผ่านวาล์วภายใต้การควบคุมการทำงานโดย ECU อีกที อาการยุบตัวหรือยืดตัวของช็อคอัพตัวใดตัวหนึ่งจึงส่งผลต่อเนื่องไปยังช็อคอัพตัวอื่นๆ ได้ตามการประมวลผลของ ECU

ยกตัวอย่างได้ดังนี้ ขณะเบรก ธรรมชาติของรถขณะเกิดการห้ามล้ออย่างรุนแรง คือ หน้ายุบ ท้ายยก การยืดตัวออกของช็อคอัพคู่หลัง จะทำให้ช็อคอัพคู่หน้าแข็งขึ้น เมื่อช็อคอัพคู่หน้าแข็งขึ้น จึงสามารถช่วยต้านอาการยุบตัวดังกล่าวได้ ในทางกลับกัน ขณะออกตัวอย่างรุนแรง การเคลื่อนที่ที่เกิดขึ้นคือ หน้ายก ท้ายยุบ การยืดตัวของช็อคอัพคู่หน้า จะทำให้ช็อคอัพคู่หลังแข็งขึ้น เมื่อช็อคอัพคู่หลังแข็งขึ้น จึงสามารถช่วยต้านอาการยุบตัวที่เกิดขึ้นได้

27_resize

McLaren 650S ใช้ระบบ ESC (Electronic Stability Control) ช่วยควบคุมการทรงตัว ขณะรถเข้าโค้ง

นั่นเป็นเรื่องความสัมพันธ์ในการทำงานระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง ส่วนล้อซ้ายและล้อขวาก็ใช้หลักการที่ไม่แตกต่างกัน ขณะเข้าโค้ง อาการของช่วงล่างที่เกิดขึ้นขณะนั้นคือ ล้อด้านนอกโค้งยุบตัว ส่วนล้อด้านในโค้งยกตัว เช่นเดียวกัน การยืดตัวของช็อคอัพของล้อด้านในโค้ง จะถูกแปรเปลี่ยนไปเป็นแรงดันไฮดรอลิกที่ทำให้ช็อคอัพด้านนอกโค้งหนึบแน่นยิ่งขึ้น

ความโดดเด่นของ ProActive Chassis Control อยู่ที่การรักษาความนุ่มนวลขณะรถเคลื่อนที่ในทางตรงไว้ได้ ไม่เป็นรองรถซาลูนเยอรมันชั้นดี ในเวลาเดียวกัน ช่วงล่างชุดเดียวกันนี้ยังสามารถลดอาการโคลงที่เกิดขึ้นจากความนุ่มนวลในระดับนั้นได้ด้วย ทั้งหมดเป็นที่มาของความเสถียรสูงสุดขณะรถอยู่ในโค้ง และเมื่อเทียบกับ MP4-12C ระบบกันสะเทือนใน McLaren 650S จะถูกอัพเกรดเพื่อรับแรงม้าที่เพิ่มขึ้น โดยคอยล์สปริงด้านหน้าจะถูกเพิ่ม ‘ค่า k’ อีก 22 เปอร์เซ็นต์ ส่วนด้านหลังปรับเพิ่มขึ้นอีก 37 เปอร์เซ็นต์

28_resize

Brake Steer หรือ Torque Vectoring รับหน้าที่สร้างสมดุลในรถเข้าและออกจากโค้ง รวมถึงเพิ่มเสถียรภาพในการกระจายกำลังของล้อขับเคลื่อน (ล้อคู่หลัง) ในทุกๆ สภาพถนน

โปรเจ็กต์ MP4-12C จาก McLaren ใช้เวลาดำเนินการเกือบ 12 ปี เป็นการพัฒนาอย่างลับๆ โดยมีข่าวรั่วถึงความคืบหน้าของ MP4-12C ออกมาเป็นระยะๆ ขณะที่ดีไซน์สุดล้ำของ McLaren 650S หลายคนเริ่มคุ้นชิน จากการเผยโฉมมาก่อนของ McLaren P1 ซึ่งเป็นรถต้นแบบซูเปอร์คาร์ไฮบริด

จุดแข็งของ McLaren 650S อยู่ที่เรื่องของแอโรไดนามิก ซึ่งทีมวิศวกรลงลึกมากกว่า MP4-12C จาก Know-how ด้านอากาศพลศาสตร์ของรถ F1 ที่ตนเองเชี่ยวชาญ เช่นเดียวกับเทคโนโลยีการลดน้ำหนัก ที่ถูกให้ความสำคัญในทุกรายละเอียด คาร์บอนไฟเบอร์จึงถูกนำมาใช้กับหลายชิ้นส่วน ทั้งตัวถังภายนอกและวัสดุตกแต่งภายในห้องโดยสาร กระทั่งน้ำหนักทั้งคันของ  McLaren 650S อยู่ที่เพียง 1,330 กิโลกรัม การลดน้ำหนักไม่ใช่เพื่อยกระดับสมรรถนะของรถแต่เพียงอย่างเดียว แต่ทั้งหมด เพื่อลดการสร้างภาระให้กับเครื่องยนต์ มุ่งมั่นบรรลุคำตอบสุดท้าย คือลดมลพิษจากเครื่องยนต์สมรรถนะสูงให้ต่ำพอที่จะผ่าน Emission Control ที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้นนั่นเอง

 

เรียบเรียงข้อมูลโดย นิตยสาร กรังด์ปรีซ์ : www.grandprix.co.th/grandprixmagazine
ติดตามข่าวสาร ยานยนต์ รถจกัรยานยนต์ รถใหม่ ได้ที่ www.grandprix.co.th