the-king
HomeHighlightFIRST DRIVE AROUND THE WORLD

FIRST DRIVE AROUND THE WORLD

DSC06841_resize

ถ้าถามถึงความใฝ่ฝันที่ต้องทำให้ได้ในชีวิต คำตอบในใจของใครหลายคนจะต้องมีการท่องเที่ยวรอบโลกอยู่ด้วยแน่นอนเพราะการเดินทางรอบโลกเป็นความท้าทายของมนุษย์มาตั้งแต่ครั้งโบราณกาลแล้ว

ผู้มีบทบาทคนหนึ่งในสมัยนั้น เธอเข้าร่วมการแข่งขันรถยนต์เป็นครั้งแรกในวัย 24 ปี และคว้าชัยชนะมาจาก 17 การแข่งขันภายในเวลาอันรวดเร็ว จนทำให้เธอกลายเป็นนักแข่งรถที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในยุโรป Clärenore กล่าวว่า เธอเป็นคนหนึ่งที่ “ไม่เคยเป็นอิสระจากความปรารถนาที่จะท่องเที่ยวผจญภัย” ตั้งแต่จำความได้ เธอรู้สึกเหมือนถูกกระตุ้นให้ออกไปค้นหาสิ่งที่แปลกใหม่ แม้ว่าแม่จะพยายามปลูกฝังให้เธอรักที่จะทำงานแม่บ้านแม่เรือนแบบผู้หญิงทั่วไป เธอมุ่งมั่นที่จะเดินทางไปยังดินแดนตะวันออก และอยากจะเป็นผู้พิชิตการเดินทางรอบโลกด้วยตนเอง เพื่อสะสมเป็นประสบการณ์ส่วนบุคคล Clärenore ได้เริ่มต้นออกเดินทางรอบโลกเมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 1927 โดยเดินทางร่วมกับช่างภาพชาวสวีเดน Carl-Axel Söderström ที่เพิ่งรู้จักกันก่อนออกเดินทางเพียง 2 วัน

18519841_resize

Clärenore Stinnes

 

หลายคนอาจเคยทราบถึงการเดินทางรอบโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์มนุษยชาติที่เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1519 เป็นการเดินเรือรอบโลก ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในชื่อ Magellan-Elcano circumnavigation ตามชื่อผู้นำการเดินเรือทั้งสอง คือ เฟอร์ดินานด์ แมคเจลลันและฮวน เซบาสเตียน อัลคาโน ผู้ซึ่งนำเรือสัญชาติสเปนออกเดินทางไปรอบโลก โดยใช้เวลาทั้งหมด 7 ปี นอกจากการเดินทางรอบโลกครั้งประวัติศาสตร์ครั้งนั้นแล้ว น้อยคนนักที่จะ
ให้ความสำคัญกับการเดินทางรอบโลกด้วยยานพาหนะอื่นๆ ที่เกิดขึ้นในเวลาต่อมา

ครั้งนี้ WORLD RECORD จึงอยากอาสาพาผู้อ่านทุกท่าน ย้อนกลับไปรู้จักการเดินทางรอบโลกในอีกรูปแบบหนึ่ง คือการเดินทางรอบโลกด้วยรถยนต์ครั้งแรกของโลกการเดินทางด้วยรถยนต์ไปรอบโลกครั้งแรกในประวัติศาสตร์ เกิดขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1927 สิ่งที่น่าสนใจในการเดินทางครั้งนี้คือ มีผู้นำในการเดินทางเป็นผู้หญิง Clara Eleonore Stinnes หรือ Clärenore Stinnes นักแข่งรถชาวเยอรมัน คือหญิงสาวที่ริเริ่มการเดินทางรอบโลกด้วยรถยนต์ เธอเกิดที่เมืองมัลเฮล์ม เป็นบุตรสาวของ Hugo Stinnes นักอุตสาหกรรมและนักการเมือง

นอกจากเพื่อเติมเต็มความต้องการผจญภัยส่วนบุคคลแล้ว ความมุ่งหมายอีกอย่างสำหรับผู้สนใจเกี่ยวกับรถยนต์อย่างเธอ คือการช่วยเหลือสนับสนุนวงการอุตสาหกรรมรถยนต์ เพื่อประชาสัมพันธ์ให้รถยนต์เป็นที่รู้จักไปทั่วโลกมากขึ้น แต่การได้มาซึ่งผู้สนับสนุนการเดินทางครั้งนี้ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากไม่ใช่ทุกคนที่เห็นดีเห็นงามกับการเดินทางครั้งนี้ เพราะเห็นว่าเธอเป็นผู้หญิง และการเดินทางก็แสนอันตรายแต่ในที่สุด เธอก็ตัดสินใจเลือกรถยนต์ที่ใช้เป็นพาหนะในการเดินทางคือ Adler Standard 6* ซึ่งเป็นรถยนต์ที่เพิ่งออกใหม่

KVINNO~1_resize

bild7_resize

ในช่วงนั้น พร้อมมีช่างเครื่อง 2 คน คอยติดตามไปเพื่อช่วยเหลือซ่อมแซมและเปลี่ยนอะไหล่ระหว่างการเดินทางด้วย โดยมีสปอนเซอร์คือ German automotiveindustry (Adler, Bosch, Aral) สนับสนุนเงินจำนวน 100,000 Reichsmark (สกุลเงินของเยอรมนี ในปี 1924-1948)เส้นทางการเดินทางรอบโลกในครั้งนี้คือออกจากแฟรงก์เฟิร์ต เยอรมนี เดินทางผ่านคาบสมุทรบอลข่าน ผ่านทางเบลาลุสดามัสกัส แบกแดด ไปสู่เตหะราน จากนั้น
ขึ้นเหนือต่อไปยังมอสโคว์ของรัสเซีย สถานที่ซึ่งช่างเทคนิคทั้ง 2 คน ถอนตัวไม่ร่วมเดินทางไปต่อด้วย หลังจากนั้นนักเดินทางที่เหลืออยู่ทั้งคู่จึงได้เดินทางต่อไปทางตะวันออก โดยข้ามผ่านไซบีเรีย ข้ามทะเลสาบน้ำแข็งไบคาล ไปยังทะเลทรายโกบี และต่อไปยังปักกิ่ง จากนั้นจึงใช้เรือเฟอร์รี่ขน
รถข้ามไปยังญี่ปุ่น และต่อไปยังฮาวายและอเมริกาใต้ตามลำดับ โดยเดินทางไปถึงกรุงบัวโนส ไอเรส

l011_resize

จากนั้นจึงเดินทางผ่านอเมริกากลาง เพื่อมุ่งสู่อเมริกาเหนือ และต่อไปยังแวนคูเวอร์และนิวยอร์ก ที่วอชิงตันดี.ซี. ทั้งสองได้รับการต้อนรับเป็นอย่างดีจากประธานาธิบดี เฮอร์เบิร์ต ฮูเวอร์ และยังได้พบกับเฮนรี่ ฟอร์ด เจ้าของกิจการรถยนต์ยี่ห้อแรกของโลก ที่ผลิตรถโดยระบบสายพาน แบบ mass production ที่ดีทรอยต์อีกด้วย พวกเขาลงเรือเฟอร์รี่อีกครั้ง เพื่อต่อไปยัง Le Havre ก่อนจะผ่านปารีสและแม่น้ำไรน์ จนสิ้นสุดการเดินทางที่เบอร์ลิน ในวันที่24 มิถุนายน 1929 สิ้นสุดการเดินทางโดยรถยนต์ที่มีระยะทางทั้งสิ้น 47,000 กิโลเมตรโดยใช้เวลาเดินทางทั้งสิ้น 2 ปี 1 เดือนการเดินทางครั้งนี้ ไม่เพียงแต่สร้างสถิติโลกเท่านั้น แต่ยังก่อให้เกิดความรักขึ้นภายในจิตใจระหว่างผู้ร่วมเดินทางทั้งคู่ด้วย โดยก่อนออกเดินทางนั้น ฝ่ายชายคือCarl-Axel Söderström ได้แต่งงานอยู่ก่อนแล้ว แต่เมื่อผจญการเดินทางเสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาด้วยกัน จึงบังเกิดเป็นความรัก หลังจากกลับมาถึงเยอรมนี เขาได้หย่ากับภรรยาและมาแต่งงานกับ Clärenore อย่างเป็นทางการ และพากันไปใช้ชีวิตอยู่ที่สวีเดน ที่ซึ่งพวกเขาเลี้ยงลูกของตนเอง 3 คน และลูกบุญธรรมที่รับมาเลี้ยงอีกหลายคน

l012_resize

หากผู้อ่านสนใจที่จะรู้เรื่องราวจากการเดินทางครั้งนี้มากยิ่งขึ้น สามารถหาอ่านได้จากหนังสือเรื่อง “Im Auto durch zwei Welten (In Car through two worlds)” ซึ่ง Clärenore เป็นผู้ถ่ายทอดเรื่องราวระหว่างเดินทางด้วยตนเอง นอกจากนี้เรื่องราวชีวิตและการเดินทางของเธอ ยังถูกนำมาสร้างเป็นภาพยนตร์สารคดีในปี 2009 ชื่อ FräuleinStinnes fährt um die Welt (Fraulein StinnesTravels the World)” ด้วย

 

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.