i8 เป็นรถ Plug-in Hybrid ที่ประสบความสำเร็จสูงสุดในค่าย BMW เพราะลงตัวทั้งในเรื่องลดมลพิษและความประหยัด ขณะที่เรื่องสมรรถนะก็ไม่ได้อ่อนด้อยตามรูปแบบรถประหยัดพลังงานทั่วไป ระบบไฮบริดระดับก้าวหน้าใน i8 จึงกลายเป็นองค์ความรู้หลัก ที่ถูกใช้เป็นพื้นฐานในการพัฒนารถไฮบริดโมเดลต่อมา และ Know-how ดังกล่าว ได้ผ่องถ่ายมายังรถ SAV (Sport Activity Vehicle) ร่างยักษ์อย่าง X5 ก่อนใคร ส่งผลให้ X5 “xDrive40e” กลายเป็นรถ SAV Plug-in Hybrid ที่ถูกส่งลงไลน์การผลิต พร้อมจำหน่ายอย่างเป็นทางการ เป็นโมเดลแรกจาก BMW

 

เราเฝ้าติดตาม X5 xDrive40e ตั้งแต่เป็นรถต้นแบบ สมัยนั้นใช้ชื่อว่า Concept X5 eDrive วิจัยและพัฒนาต่อจาก X5 บอดี้ล่าสุด โมเดลปี 2014 รหัสตัวถัง ‘F15’ นับเป็น X5 เจเนอเรชั่นที่ 3 ที่ยังคงทรงพลัง แถมประหยัดและสะอาดขึ้นอีกระดับ เนื่องจากยังเป็นขั้นตอนของรถต้นแบบ ต้นสังกัดจึงปล่อยข้อมูลของ Concept X5 eDrive ออกมาเพียงบางส่วน เปิดเผยเฉพาะผลลัพธ์สุดท้ายในการพัฒนา

digital retouch www.pixoleb.com

นั่นคือค่า CO2 ของไอเสียที่เกิดจากการเผาไหม้ Fossil Fuel ในระดับ 90 กรัม/กิโลเมตร ซึ่งต่ำกว่า ActiveHybrid 3 (พัฒนาขึ้นบนพื้นฐานของ 3 Series F30) ที่ตัวเลข 139 กรัม/กิโลเมตร พร้อมอัตราสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิงเฉลี่ยที่ต่ำสุดๆ เพียง 26.32 กิโลเมตร/ลิตร ขณะที่ ActiveHybrid 3 ซึ่งรถที่มีขนาดตัวถังเล็กกว่ามาก ทำได้เพียง 16.95 กิโลเมตร/ลิตร แค่เพียงข้อมูลเบื้องต้น ก็พอจะบ่งบอกได้ว่า Concept X5 eDrive จะต้องมาพร้อมนวัตกรรมอะไรบางอย่าง ที่แตกต่างจากระบบ ActiveHybrid ในรถยนต์ BMW รุ่นก่อนหน้านี้

digital retouch www.pixoleb.com

แม้จะมีน้ำหนักกว่า 3 ตัน แต่ X5 xDrive40e ปล่อย CO2 ออกสู่บรรยากาศต่ำเพียง 78-77 กรัม/กิโลเมตร

 

ข้อมูลที่เปิดเผยถัดมา คือการลดขนาดเครื่องยนต์จาก 6 สูบ ลงมาเหลือเพียง 4 สูบ ที่พ่วงมากับเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo ยังไม่เปิดเผยว่าเป็นเครื่องยนต์บล็อกใด จะเป็นเบนซินหรือดีเซล แต่จากเครื่องสหกรณ์ของ BMW เอง มีความเป็นไปได้สูง ว่าจะเป็นเครื่องยนต์ขนาด 2 ลิตร ที่ถูกใช้งานใน 320i, 328i, 320d, 520i, 528i และ 520d ผู้เขียนวิเคราะห์ต่อว่า โอกาสที่จะเป็นเครื่องยนต์ดีเซลมีสูงกว่าเบนซิน เหตุผลหลักอยู่ที่เรื่องของแรงบิด แต่คำตอบสุดท้าย กลับเป็นเครื่องยนต์เบนซิน

พื้นฐานของเครื่องยนต์เบนซินบล็อกนี้จาก BMW เป็นแบบ 4 สูบ แถวเรียง ขนาด 1,997 ซี.ซี. มาจากเส้นผ่านศูนย์กลางกระบอกสูง (Bore) 90.1 มิลลิเมตร และระยะชัก (Stroke) 84 มิลลิเมตร ใช้อัตราส่วนกำลังอัด 10:1 มาพร้อมระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงตรงเข้าห้องเผาไหม้ High Precision Injection, ระบบ Double VANOS ปิดท้ายด้วยระบบ VALVETRONIC

เมื่อถูกเรียกกำลังด้วยเทอร์โบคู่แบบ TwinScroll จากเทคโนโลยี BMW TwinPower Turbo เครื่องยนต์บล็อกเล็กใน 320i (F30) และ 520i (F10) จะสร้างแรงม้าได้ 184 hp ที่ 5,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 270 Nm ที่ 1,250-4,500 รอบ/นาที ใน 320i และ 520i จะปล่อย CO2 ออกสู่บรรยากาศ 144-147 และ 157-163 กรัม/กิโลเมตร ตามลำดับ

digital retouch www.pixoleb.com digital retouch www.pixoleb.com

ขณะที่ 328i และ 528i ซึ่งใช้เครื่องยนต์บล็อกเดียวกับ 320i และ 520i ทุกประการ จะต่างกันเฉพาะในส่วนซอฟต์แวร์ควบคุมการทำงานของเครื่องยนต์ ให้กำลัง 245 hp ที่ 5,000-6,500 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 350 Nm ที่ 1,250-4,800 รอบ/นาที ใน 328i และ 528i จะก่อ CO2 ที่ 149 และ 159-165 กรัม/กิโลเมตร ตามลำดับ

X5 xDrive40e  ยกเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ จาก 328i และ 528i มาประจำการแบบไม่ต้องโมดิฟายอะไรเพิ่มเติม  แรงม้ายังคงอยู่ที่ 245 hp และแรงบิดก็ยังคงอยู่ที่ระดับ 350 Nm  ไฮไลต์หลักอยู่ที่เครื่องยนต์บล็อกนี้ใต้ฝากระโปรงหน้าของ X5 xDrive40e  จะมีมอเตอร์ไฟฟ้าเป็น “ตัวช่วย” ในการขับเคลื่อนรถ

eDrive ปุ่มเลือกโหมดการทำงานของระบบไฮบริด

 

innovation 54509

 

 

ไฟแสดงสถานะ ขณะเสียบปลั๊กชาร์จไฟ สีฟ้าคือขณะชาร์จ ส่วนสีเขียวคือแบตเต็มเรียบร้อย

 

มอเตอร์ไฟฟ้าในรถต้นแบบ X5 eDrive มีกำลัง 70 kW/95 hp ขับเคลื่อนด้วยพลังงานไฟฟ้า ที่ถูกส่งมาจากแบตเตอรี่ลิเทียม-อิออน แบบ High-voltage เมื่อแบตเต็ม การขับเคลื่อนในโหมดไร้มลพิษจะไปได้ไกล 30 กิโลเมตร มอเตอร์สามารถขับเคลื่อนรถ ทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 120 กม./ชม. ส่วนอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ที่รถเริ่มออกตัวด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า และถูกเสริมแรงต่อด้วยเครื่องยนต์ จะใช้เวลาต่ำกว่า 7 วินาที และแน่นอนว่า X5 eDrive สามารถผ่านมาตรฐานมลพิษระดับ Euro 6 ได้แบบสบายๆ

พอมาเป็น X5 xDrive40e ตัวจริง กำลังจากมอเตอร์ไฟฟ้าขยับเพิ่มไปที่ 83 kW/113 hp พร้อมแรงบิดสูงสุด 250 Nm ที่จะมีมาให้ใช้งานเต็มๆ ตั้งแต่มอเตอร์เริ่มหมุน ซึ่งแรงบิดระดับนี้สูงมากพอที่จะทำให้รถสามารถออกตัวและขับเคลื่อนได้โดยที่ไม่ต้องอาศัยกำลังจากเครื่องยนต์ ผลลัพธ์คือ กำลังรวมของระบบไฮบริดใน X5 xDrive40e อยู่ที่ 230 kW/313 hp ขณะที่แรงบิดสูงสุดของระบบอยู่ที่ 450 Nm โดยมอเตอร์ไฟฟ้าจะวางคั่นกลางระหว่างเครื่องยนต์กับเกียร์ Steptronic 8 สปีด

digital retouch www.pixoleb.com

แบตเตอรี่ลิเทียม-อิออน ของระบบไฮบริด ถูกจัดวางไว้ใต้พื้นห้องเก็บสัมภาระท้ายรถ

digital retouch www.pixoleb.com

eDrive ปุ่มเลือกโหมดการทำงานของระบบไฮบริด

 

สมรรถนะเคลมจากโรงงาน X5 xDrive40e ทำอัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ด้วยเวลา 6.8 วินาที ความเร็วสูงสุดถูกล็อกไว้ที่ 210 กม./ชม. ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ย สวยหรูในระดับ 29.41-30.3 กิโลเมตร/ลิตร ทั้งๆ ที่ X5 xDrive40e มีน้ำหนักตัวเปล่ากว่า 2.3 ตัน ปิดท้ายด้วยค่า CO2 ต่ำกว่าตอนเป็นรถต้นแบบ ในระดับ 78-77 กรัม/กิโลเมตร เท่านั้น และแน่นอนว่า SAV รุ่นนี้มาพร้อมมาตรฐานควบคุมมลพิษในระดับ Euro 6

X5 xDrive40e  มีโหมดในการขับเคลื่อน 3 โหมด ได้แก่ COMFORT, SPORT และ ECO PRO โดยการเลือกโหมด ระบบจะไปปรับผังการทำงานของเครื่องยนต์ (Throttle Mapping), น้ำหนักของพวงมาลัย, การตอบสนองของเกียร์ Steptronic และระบบกันสะเทือน

ขณะที่ระบบไฮบริดจะมีให้เลือก 3 โหมดเช่นกัน ผู้ขับสามารถเลือกได้จากปุ่ม eDrive เริ่มต้นที่ AUTO eDrive เป็นการผสานการทำงานกันระหว่างเครื่องยนต์กับมอเตอร์ไฟฟ้า เพื่อให้เกิดความประหยัดสูงสุด ในสภาพการขับขี่ปกติ มอเตอร์จะรับหน้าที่ขับเคลื่อนรถตั้งแต่ออกตัว จนกระทั่งถึงความเร็ว 70 กม./ชม. เครื่องยนต์จึงถูกสตาร์ทขึ้นเพื่อมารับช่วงต่อ สำหรับกรณีที่ผู้ขับต้องการการออกตัวที่รวดเร็ว ทั้งเครื่องยนต์และมอเตอร์จะทำงานพร้อมกันได้ในทันที

innovation 54510 innovation 54511 innovation 54512 innovation 54513

ถัดมา MAX eDrive จะเป็นโหมดการขับเคลื่อนแบบไร้มลพิษ ถูกออกแบบมาสำหรับการใช้งานในเมืองใหญ่บางเมืองที่เข้มงวดสุดๆ เรื่องมลพิษ มอเตอร์ไฟฟ้าจะขับเคลื่อนรถเพียงลำพัง สามารถทำความเร็วสูงสุดได้ถึง 120 กม./ชม. แต่วิ่งได้ไม่เกิน 31 กิโลเมตร ระยะทางอาจสั้นกว่านี้ ตามระดับในการใช้คันเร่ง สุดท้ายเป็นโหมด SAVE Battery โหมดนี้ จะเน้นการขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์ เพื่อผลิต พร้อมทั้งสำรองพลังงานไฟฟ้าจากแบตเตอรี่เอาไว้ใช้ในพื้นที่ที่เข้มงวดเรื่องมลพิษ

BMW ทำให้การชาร์จไฟของรถกลุ่ม Plug-in Hybrid ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นตามลำดับ เป็นเรื่องง่ายด้วยเทคโนโลยี

BMW 360º ELECTRIC ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ส่วน BMW i Wallbox Pure เป็นสถานีจ่ายไฟสาธารณะที่ติดตั้งไว้ตามลานจอดรถ, อาคารจอดรถ และปั๊มน้ำมัน เพื่อรองรับการชาร์จไฟแบบรวดเร็ว แบตเต็ม 100 เปอร์เซ็นต์ ได้ภายใน 2 ชั่วโมง 45 นาที และ BMW i Wallbox Pro ติดตั้งในโรงรถ สำหรับการชาร์จทิ้งไว้ทั้งคืนที่บ้าน

X5 xDrive40e จึงเป็นรถไฮบริดเสียบปลั๊กชาร์จไฟที่พร้อมจำหน่ายจริง ประหยัดจริง และลดมลพิษได้จริง ก้าวต่อไปของ BMW หนีไม่พ้นการส่งต่อเทคโนโลยีไปยังรถโมเดลอื่นๆ ในค่าย นั่นเพราะเทคโนโลยีนี้ คืออนาคตของยานยนต์ อย่างแท้จริง

เรื่อง        พิทักษ์ บุญท้วม