S1 เป็นอนุกรมรถแรงจากโรงงาน พิกัดเล็กสุดประจำค่ายสี่ห่วง แบ่งออกเป็นรุ่น 3 ประตู และรุ่น 5 ประตู ที่มีชื่อต่อท้ายว่า Sportback คุณภาพและสมรรถนะของตัวรถไม่ได้เล็กหรือลดน้อยลงตามขนาดตัวถัง แต่ยังคงร้อนแรงตามมาตรฐานรหัส “S” ทุกประการ ทว่า อารมณ์ที่ให้อาจแตกต่างจากรุ่นพี่บ้าง ด้วยขนาดตัวกะทัดรัด พร้อมน้ำหนักตัวเพียงตันเศษ ม้าแต่ละตัวของ S1 แบกรับภาระไม่มาก เมื่อประกอบเข้ากับระบบขับเคลื่อน Quattro จึงเป็นที่มาของความสนุกในการขับขี่ สร้างความเร้าใจระดับเบาๆ ที่ลงตัวกับการใช้งานทั่วไปในชีวิตประจำวัน

02_resize

03_resize

S1 Sportback รถแฮตช์แบ็กคันเล็ก ที่ต้นสังกัดสั่งจัดเต็ม ครบถ้วนทั้งเรื่องสมรรถนะ ความประหยัด แถมมลพิษต่ำสุดๆ

 

AUDI สร้างรถยนต์สมรรถนะสูง ด้วยแนวคิดที่ค่อนข้างแตกต่างจากผู้ผลิตรายอื่นๆ แม้วันนี้ AUDI จะมี R8 มาเป็นซูเปอร์คาร์ประจำค่ายแล้วก็ตาม แต่ในอดีตบรรดาตัวแรงทั้งมวลได้รับการพัฒนาขึ้นจากรถสแตนดาร์ด ไม่ว่าจะเป็นตัวถังแฮตช์แบ็ก คูเป้ ซีดาน หรือแม้กระทั่งเอสเตท ที่ค่ายนี้มีชื่ออย่างเป็นทางการว่า Avant โดยเวอร์ชั่นพิเศษที่ถูกรังสรรค์ขึ้นจะถูกเปลี่ยนรหัสเป็น S และ RS

04_resize

05_resize

ไฟหน้า ใช้โคมแบบ Xenon Plus พร้อม LED ที่แสดงเส้นไฟ Daylight ได้อย่างสวยงามสะดุดตา ส่วนไฟท้ายให้มุมมองแบบ 3 มิติ ในส่วนท้ายรถ นับรวมหลอด LED ทั้งหมด ได้มากถึง 54 หลอด

จุดเปลี่ยนภายนอกของตัวแรงสังกัด AUDI อาจดูไม่หวือหวาเท่า Exotic Car ทั่วไป หากพิจารณาจะพบว่ามันแตกต่างกับบอดี้สแตนดาร์ดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ไม่ได้มีชุดแอโร่พาร์ทมากมายมาทำให้ตัวถังดูรกรุงรัง นั่นเพราะระบบแอโรไดนามิกเดิมๆ บนตัวถัง เข้าขั้นเยี่ยมยุทธ์อยู่แล้ว AUDI ลงทุนกับอุโมงค์ลม สำหรับทดสอบหาค่าสัมประสิทธิ์แรงต้านของอากาศบนตัวถัง (Drag Coefficient : Cd.) ของรถแต่ละโมเดลด้วยเงินมหาศาล ทว่าความน่าสนใจกลับถูกซุกซ่อนเอาไว้ภายใน เพียงแค่เปิดฝากระโปรงหน้าขึ้นมา ก็อาจทำให้ใครหลายคนต้องอ้าปากค้างกันเลยทีเดียว

01 S1 3 tuerer vorne

S1 เป็นรถแฮตช์แบ็ก 3 ประตู

คอนเซ็ปต์ของรหัส S และ RS คือ แรงแบบไม่ต้องยุ่งยาก แรงแล้วไม่ต้องมานั่งเสียเวลาดูแลเฉกเช่นซูเปอร์คาร์ในอดีต ประเภทขับขี่แบบเน้นอรรถรสได้เฉพาะวันหยุดสุดสัปดาห์ที่ถนนว่างๆ และเพื่อความสบายใจก่อนเอามาซิ่ง ก็อาจต้องแวะเช็กความพร้อมกันล่วงหน้า สำหรับรถแรงรหัส S และ RS จาก AUDI เครื่องยนต์ปราศจากอาการจับไข้ตัวร้อน (Overheat) ในทุกกรณี ทุกสภาพการใช้งาน และทุกสภาพภูมิอากาศ ทั้งๆ ที่มีพละกำลังอยู่ในระดับหัวแถวของแต่ละกลุ่ม ส่วนเรื่องความทนทานและความอึด เทคโนโลยีการสร้างเครื่องยนต์ของ AUDI การันตีด้วยแชมป์ เลอ มังส์ 24 ชั่วโมงหลายสมัยซ้อน นับตั้งแต่เครื่องยนต์เบนซิน ต่อเนื่องมาจนถึงเครื่องยนต์ดีเซลและไฮบริด

02 S1 Sportbak hinten

S1 Sportback เป็นรถแฮตช์แบ็ก 5 ประตู

ตัวถังของ S1 ถูกจับแต่งหล่อต่อจาก A1 รถที่มีขนาดเล็กที่สุดของ AUDI เป็นรถตัวถังแฮตช์แบ็กที่มีกระจังหน้าใหญ่โตตั้งแต่กำเนิด ตัวกระจังออกแบบบนพื้นฐานของรูปทรงหกเหลี่ยม จุดเปลี่ยนหลักอยู่ที่รูปแบบของโคมไฟหน้า อัพเกรดมาใช้แบบ Xenon Plus พร้อม LED ที่แสดงเส้นไฟได้อย่างสวยงามสะดุดตา จึงทำหน้าที่เป็น Daylight ได้อย่างลงตัว ขณะที่โคมไฟท้ายก็แตกต่างจากตัว A1 เพราะพัฒนามาเป็นแบบ 3 มิติ ในส่วนท้ายรถ หากนับรวมหลอด LED รวมทั้งในส่วนของไฟเบรก รถคันจิ๋วอย่าง S1 จะใช้ LED ที่ส่วนท้ายรถมากถึง 54 หลอด

08_resize

Interior Design ที่โชว์ความประณีตได้อย่างเด่นชัด อีก 1 จุดแข็งของแบรนด์ AUDI

ตัวถังของ  A1 ต่อเนื่องมาจนถึง S1 ใช้โครงสร้างที่เน้นเรื่องการลดน้ำหนัก จากการใช้วัสดุมากกว่าหนึ่งประเภทมาขึ้นรูปเป็นโครงสร้างตัวถัง วัสดุหลักที่ใช้เป็นเหล็กกล้า และเสริมตามจุดรับแรงรอบๆ ห้องโดยสารด้วยเหล็กกล้าประเภท High-strength และ Ultra-high-strength ฝากระโปรงหน้า เทคโนโลยีด้านโครงสร้างของ S1 ถึงแม้จะยังไม่เทพถึงขั้น ASF (Audi Space Frame) หรืออะลูมีเนียมล้วน แต่ก็ล้ำหน้ากว่าคู่แข่งในเซ็กเมนต์เดียวกันอยู่หลายช่วงตัว ส่งผลให้ทั้ง S1 และ S1 Sportback มีน้ำหนักอยู่ที่เพียง 1,315 และ 1,340 กิโลกรัม ตามลำดับ

09_resize

S1 และ S1 Sportback แสดงให้เห็นว่า ความสปอร์ต และความพิเศษสุดของงานตกแต่งห้องโดยสาร ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่ที่ขนาดตัวถัง

เมื่อเข้ามาสำรวจภายในห้องโดยสาร สิ่งแรกที่สะดุดตาหนีไม่พ้นเบาะบั๊กเก็ตซีตคู่หน้าทรงสวย ออกแบบด้วยดีไซน์เฉพาะตัวของ AUDI เคยผ่านตามาแล้วในเวอร์ชั่น S และ RS ทุกรุ่น วัสดุตกแต่งภายในประกอบด้วยอะลูมิเนียม และหนังแท้ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันเป็นแบบปาดขอบล่างสไตล์ตัวแข่ง DTM ดีไซน์ที่ AUDI เริ่มต้นมาก่อนใคร

10_resize

อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. ภายใน 6 วินาที ความเร็วสูงสุดอยู่ที่ 250 กม./ชม. ลงตัวกับหัวเรื่อง “เจ้าหนู…จอมพลัง”

ในส่วนของอุปกรณ์ไฮเทค ยังคงครบครันเช่นเดียวกับตัว A1 เวอร์ชั่นมาตรฐาน อาทิ ระบบ MMINavigation Plus ที่ใช้ในการปรับแต่งระบบต่างๆ ภายในรถ สื่อสารกับผู้ขับผ่านมอนิเตอร์ขนาด 6.5 นิ้ว พร้อมกราฟิก 3D ในส่วนนี้จะเป็นแหล่งรวมความบันเทิงทั้งมวล ตั้งแต่ระบบเครื่องเสียง ไล่ไปจนถึงการชมภาพยนตร์ผ่าน DVD ระบบเสียงทั้งหมดออกแบบโดย BOSE ให้มิติของเสียงที่เฉียบคมด้วยระบบ Crystal-clear แบบ 5.1 แชนเนล ผ่านลำโพง 14 ตัว พร้อมกำลังขับ 465 วัตต์

11_resize

ความงามของรูปทรงเบาะนั่งคู่หน้า อาจทำให้การตัดสินใจเป็นเจ้าของรถรุ่นนี้…ง่ายยิ่งขึ้น

12_resize

ด้านหลังยังมีพื้นที่เพียงพอ สำหรับผู้ติดตาม

สำหรับเครื่องยนต์ ทั้ง S1 และ S1 Sportback ใช้พื้นฐานร่วมกับ S3 เป็นเครื่องยนต์ 2.0 TFSI บล็อกแถวเรียง 4 สูบ มาพร้อมความกว้างกระบอกสูบ และระยะชัก 82.5 x 92.8 มิลลิเมตร เป็นเครื่องระยะชักยาว (Long-stroke Engine) เน้นสร้างแรงบิดมากกว่าความจัดจ้านของรอบเครื่อง

ใน S3 เซ็ตแรงบิดสูงสุดไว้ที่ 380 Nm มีมาให้ใช้งานเต็มๆ ตั้งแต่ 1,800 ลากยาวต่อเนื่องไปถึง 5,500 รอบ/นาที ขณะที่แรงม้าคุยกันที่ระดับ 300 hp ที่ 6,800 รอบ/นาที เครื่องยนต์ตัวแรงปล่อย CO2 ออกสู่บรรยากาศต่ำสุด 159 กรัม/กิโลเมตร ให้ความประหยัดเฉลี่ย 14.49 กิโลเมตร/ลิตร

ขณะที่ S1 เครื่องยนต์ถูกปรับลดดีกรีความแรงลงมาเล็กน้อย โดยแรงบิดสูงสุดขยับลงมาที่ 370 Nm ที่ 1,600-3,000 รอบ/นาที ส่วนแรงม้าถูกตอนไว้เพียง 231 hp ที่ 6,000 รอบ/นาที และปล่อย CO2 ต่ำสุดที่ระดับ 134 กรัม/กิโลเมตร

08-S1 Motor

 

08A-S1 Motor

S1 Sportback มีแรงม้า 231 hp พร้อมน้ำหนักตัว 1,340 kg ส่งผลให้ม้าแต่ละตัว แบกรับโหลดเพียง 5.8 กิโลกรัม

เครื่องยนต์ 2.0 TFSI บล็อกนี้ ใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นอีกขั้น ด้วยการใช้ระบบฉีดน้ำมันแบบผสมผสาน (Dual Injection) ระหว่าง Direct Injection และ Manifold Injection แบบแรกเป็นการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าห้องเผาไหม้โดยตรง ส่วนแบบที่สอง เป็นแบบดั้งเดิม มีใช้ในเครื่องยนต์เบนซินมาตั้งแต่ช่วงเริ่มต้นของยุคหัวฉีด ซึ่งบางค่ายจะเรียกว่า Port Injection หรือการฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงเข้าไปผสมกับอากาศภายในท่อร่วมไอดี ก่อนที่วาล์วไอดีจะเปิด เพื่อปล่อยไอดี (อากาศ +  น้ำมันเชื้อเพลิง) ให้ไหลเข้าห้องเผาไหม้ตามจังหวัดจุดระเบิดต่อไป

16_resize

เครื่องยนต์ 2.0 TFSI ใช้ระบบฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงแบบ Dual Injection ในแต่ละสูบจึงใช้หัวฉีดถึง 2 ตัว ทำงานร่วมกันตามสภาพโหลดและรอบเครื่องยนต์ มีหัวฉีดแบบ Direct Injection เป็น “ฝั่งแรงดันสูง” ขณะที่หัวฉีดแบบ Manifold Injection เป็น “ฝั่งแรงดันต่ำ”

นั่นแสดงว่า ในแต่ละสูบของเครื่องยนต์ 2.0 TFSI จะใช้หัวฉีดถึง 2 ตัว ซึ่ง Dual Injection จะทำงานร่วมกันตามสภาพโหลดและรอบเครื่องยนต์ มี Direct Injection เป็น “ฝั่งแรงดันสูง” หัวฉีดใช้เทคโนโลยีล่าสุด Piezo ฉีดน้ำมันเชื้อเพลิงได้เร็วขึ้น ปลดปล่อยแรงดันน้ำมันได้สูงสุด 200 บาร์ โดยแรงดันในการฉีดจะแปรผันตามโหลด

ขณะที่ Manifold Injection เป็น “ฝั่งแรงดันต่ำ” ใช้หัวฉีดแบบ MPI (Multi-point Injector) สำหรับการฉีดฝอยละอองน้ำมันเชื้อเพลิง 360 องศา รอบทิศทาง เพื่อคลุกเคล้ากับอากาศรอไว้ล่วงหน้าภายในท่อร่วมไอดี

18_resize

Multi-plate Clutch หรือชุดคลัตช์แบบหลายแผ่นซ้อน ติดตั้งไว้ก่อนชุดเฟืองท้าย ทำหน้าที่ จัดสรรกำลังไปจากเพลาหน้าไปยังหลัง ซึ่งควบคุมด้วยชุด Electro-hydraulically

ดังนั้น Manifold Injection จึงรับหน้าที่ในรอบเดินเบาต่อเนื่องไปจนถึงรอบต่ำ และ Direct Injection รับช่วงต่อ ในรอบปานกลางต่อเนื่องไปจนถึงรอบสูง อีกทั้งยังมีการฉีดร่วมกันของหัวฉีดทั้ง 2 ระบบ ในบางสภาวะการทำงานของเครื่องยนต์ด้วย เพื่อให้ได้การเผาไหม้ที่สมบูรณ์หมดจด เกิดการสันดาปอย่างเต็มประสิทธิภาพ และมีมลพิษปนมากับไอเสียในปริมาณต่ำที่สุด

19 S1 Radselektiver-E

ระบบรักษาการทรงตัว ESC (Electronic Stability Control) จะสั่งห้ามล้อเบาๆ ที่ล้อฝั่งด้านในโค้ง เพื่อให้รถสามารถเคลื่อนที่ในโค้งได้โดยไร้การเสียสมดุลใดๆ ระบบ ECS จะทำงานร่วมกับระบบ Quattro นับตั้งแต่ล้อหมุน

การลำเลียงอากาศเข้าห้องเผาไหม้ ในเรื่อง “ปริมาณ” เป็นหน้าที่ของเทอร์โบแบบ Twin-scroll อัดอากาศด้วยแรงดัน 1.4 บาร์ สำหรับเรื่อง “ความแม่นยำ” จะเป็นภารกิจของระบบวาล์วแปรผัน ที่คอยปรับเปลี่ยนองศาการเปิดวาล์วให้สัมพันธ์กับรอบเครื่องมากที่สุด โดยองศาการเปิดของวาล์วไอดีแปรผันได้มากถึง 60 องศา ขณะที่วาล์วไอเสียแปรผันได้ 30 องศา ระบบเพลาราวลิ้นของเครื่องยนต์บล็อกนี้ ปิดท้ายด้วยระบบ Audi Valvelift System (AVS) ที่จะคอยปรับเปลี่ยนระยะยกของวาล์วไอเสีย ให้สัมพันธ์กับรอบเครื่องยนต์เช่นเดียวกัน (ระดับในการเปิด เพื่อระบายไอเสียออกจากห้องเผาไหม้)

แหวนลูกสูบ ก้านสูบ เปลี่ยนมาใช้วัสดุเกรดเดียวกับตัวแข่ง ส่วนของกระโปรงลูกสูบที่ต้องเสียดสีกับผนังกระบอกสูบตลอดเวลาเคลือบด้วยสารช่วยลดแรงเสียดทาน เสื้อสูบยังคงเป็นอะลูมินัมอัลลอย ขณะที่ฝาสูบยกระดับไปใช้อะลูมินัม-ซิลิคอนอัลลอย ที่เบาขึ้นอีก ส่งผลให้เครื่องยนต์ทั้งบล็อกมีน้ำหนักอยู่ที่ประมาณ 148 กิโลกรัม

04B S1 Antrieb

ช่วงล่างด้านหน้าแบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท ส่วนด้านหลังใช้โครงสร้างแบบแขนยึด 4 จุด

S1 เป็น Hot-Hatch ที่เน้นความสนุกในการขับขี่ จึงมีเฉพาะเกียร์แมนวล 6 สปีด อัตราทดเกียร์ 1-5 เป็นแบบ Close Ratio สร้างความลื่นไหล และต่อเนื่องในการเพิ่มความเร็ว ขณะที่เกียร์ 6 ลดอัตราทดลงมาเหลือ 0.912:1 เน้นความประหยัด ด้วยการลดรอบเครื่อง ลงตัวกับการเดินทางไกล ปิดท้ายด้วยระบบ Quattro ที่ในรถขนาดเล็กอย่าง S1 และ S3 ดูเหมือนจะแตกต่างจากรุ่นพี่อย่าง S5 เล็กน้อย ตรงที่ ใช้การทำงานร่วมกันระหว่าง “อิเล็กทรอนิกส์” กับ “กลไก-ไฮดรอลิก” (ตอบสนองได้เร็วกว่าแบบกลไกล้วนๆ) เพื่อกระจายแรงขับเคลื่อนระหว่างล้อหน้าและล้อหลังให้สัมพันธ์กับสภาพการขับขี่

AUDI พัฒนาระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เป็นเทคโนโลยีเฉพาะตัว ขึ้นใช้งานกับรถในสังกัดตั้งแต่เมื่อกว่า30 ปีที่ผ่านมา สมัยที่ผู้ผลิตคู่แข่งสัญชาติเยอรมันด้วยกัน มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระ ระบบขับเคลื่อนล้อหลังธรรมดาทั่วไปก็น่าจะเกินพอแล้วสำหรับรถยนต์ การใช้ระบบขับสี่น่าจะเหมาะสมกับรถในกองทัพ และรถแนวออฟโรดที่ใช้ลุยในเส้นทางทุรกันดารมากกว่า

09 Lenkung

ระบบผ่อนแรงพวงมาลัยแบบ “Electromechanical Steering” ใช้มอเตอร์ไฟฟ้ามาช่วยออกแรงในการหมุนพวงมาลัย

หากแต่ AUDI ไม่ได้มองเช่นนั้น ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่ถูกปรับแต่งอย่างเหมาะสมกับสภาพถนนและรูปแบบการขับขี่ น่าจะช่วยเพิ่มสมรรถนะให้รถได้มากกว่าการขับเคลื่อนด้วยล้อหน้าหรือล้อหลังแต่เพียงอบ่างเดียว และนี่คือแนวคิดต้นกำเนิด Quattro ระบบขับเคลื่อนแบบ All-Wheel-Drive ที่สร้างชื่อให้กับ AUDI เป็นอย่างมาก กระทั่งปัจจุบันผู้ผลิตรถยนต์รายอื่นๆ ต่างยอมรับแนวคิดนี้ และพัฒนาระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ตามแนวทางที่ AUDI ได้บุกเบิกไว้

ระบบขับเคลื่อน Quattro รับหน้าที่กระจายแรงขับเคลื่อนระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง ให้สัมพันธ์กับสภาวะการขับขี่ สำหรับรถ AUDI กลุ่มที่เน้นด้านสมรรถนะการขับขี่ในสภาพปกติ Quattro จะกระจายแรงขับเคลื่อนไปให้ล้อหลังมากกว่าล้อหน้า ขณะที่รถ AUDI กลุ่มที่เน้นความประหยัด อย่างเช่น  S1 และ S3 การขับขี่ในสภาพปกติ ระบบจะกระจายแรงขับเคลื่อนไปให้ล้อหน้ามากกว่าล้อหลัง

ระบบ Quattro ใน S1 และ S3 จะจัดสรรกำลังในอัตราส่วน ล้อหน้า:ล้อหลัง ที่ 60:40 กับสภาพการขับขี่ทั่วไป ขยายความได้ว่า ในรูปแบบการขับขี่ปกติ ระบบ Quattro จะแบ่งกำลังเครื่องยนต์จาก 100 เปอร์เซ็นต์เต็ม ส่งไปที่ล้อคู่หน้า 60 เปอร์เซ็นต์ และล้อคู่หลัง 40 เปอร์เซ็นต์

ซึ่งจะปรับเปลี่ยนไปที่คู่หน้าได้สูงสุดถึง 100 เปอร์เซ็นต์ (100:0) กับการขับขี่ทางตรงยาวๆ เพื่อให้เกิดความประหยัดสูงสุด ส่วนคู่หลังส่งกำลังไปได้สูงสุด 50 เปอร์เซ็นต์ (50:50) ในสภาพการขับขี่ที่ต้องการแรงยึดเกาะสูง เหมาะกับบรรดาพื้นผิวที่มีแรงเสียดทานต่ำทั้งหลาย อาทิ ผิวถนนที่ถูกฉาบไว้ด้วยหิมะ หรือเจิ่งนองด้วยน้ำฝน ฯลฯ

21_resize

ช็อคอัพไฟฟ้าปรับการตอบสนองได้ตามสภาพการขับขี่ เป็นออปชั่นพิเศษให้ลูกค้าเลือกจ่ายเพิ่ม

โดยอุปกรณ์ที่รับหน้าที่กระจายแรงขับเคลื่อน คือ “ชุด Multi-plate Clutch” หรือชุดคลัตช์แบบหลายแผ่นซ้อน (มี HALDEX เป็นผู้พัฒนาให้) ซึ่งจัดวางไว้ก่อนชุดเฟืองท้าย (Rear-axle Transmission) การจัดสรรกำลังจากเพลาหน้าไปยังหลัง จะขึ้นอยู่กับระดับการจับตัว (กดติดกัน) ของชุดแผ่นคลัตช์ ซึ่งคอนโทรลจากชุด Electro-hydraulically ใช้ไฮดรอลิกในการกด โดยการควบคุมของระบบไฟฟ้าอีกทอด เพื่อความง่ายในการรับคำสั่งจากหน่วยประมวลผล

หลักการทำงานของ Multi-plate Clutch อธิบายง่ายๆ ได้ดังนี้ เมื่อคลัตช์เปิด (ไม่ถูกกด) รถจะขับเคลื่อนด้วยล้อหน้าเพียงอย่างเดียว ในทางกลับกัน เมื่อคลัตช์ปิด (ถูกกดจนสุด) แรงขับเคลื่อนครึ่งหนึ่งจากล้อหน้า จะถูกแบ่งมาให้ล้อหลัง ซึ่งระดับในการกดของชุดคลัตช์ (ระดับในการกระจายกำลัง) จะแปรผันได้ตามรูปแบบการขับขี่ อัตราส่วนในการกระจายกำลังระหว่างล้อหน้าและล้อหลัง จะอยู่ระหว่าง 100:0 ไปจนถึง 50:50

ระบบ Quattro โดย Multi-plate Clutch ทำงานด้วยกลไกที่ควบคุมการทำงานด้วยระบบไฟฟ้า ภายใต้การสั่งการจากสมองกล อาศัยความแตกต่างของความเร็วรอบในการหมุนระหว่างล้อหน้าและหลัง (วัดจาก Wheel Sensors) การปรับเปลี่ยนจึงเกิดขึ้นในลักษณะแปรผัน และการกระจายกำลังที่เกิดขึ้นไม่ได้ทำเพียงเพื่อให้ส่งแรงม้าลงสู่ถนนได้สมบูรณ์แบบเท่านั้น Quattro ยังก้าวหน้ามาถึงขั้นใช้ความสามารถในการกระจายกำลัง เพื่อช่วยรักษาเสถียรภาพของรถขณะอยู่ในโค้งได้ด้วย

จากสภาพการส่งผ่านกำลังปกติ 60:40 เมื่อ S1 เข้าโค้ง และมีอาการ “หน้าดื้อโค้ง” (Understeering) ซึ่งเป็นสภาพที่ล้อหน้าเริ่มสลิป มีโอกาสจะหมุนเร็วกว่าล้อหลังอย่างไร้สมดุล Quattro จะสั่งลดกำลังที่ส่งไปให้ล้อหน้า แล้วเอาไปเติมให้ล้อหลัง เมื่อล้อหน้าหมุนช้าลง และล้อหลังหมุนเร็วขึ้น รถจึงถูกดึงกลับเข้าสู่สภาพการขับขี่ที่สมดุลเช่นเดิม การตอบสนองต่อการทำงานทั้งหมดอยู่ในหลักเสี้ยววินาทีเท่านั้น

24_resize

ในทางกลับกัน หาก S1 ปรากฏอาการ “ท้ายปัด” (Oversteering) ในโค้ง หรือสภาพที่ล้อหลังหมุนเร็วกว่าล้อหน้า  มันหมุนเร็วจนกระทั่งล้อหลังเกิดการสลิป และท้ายรถเริ่มกวาดออก สถานการณ์นี้ Quattro จะลดกำลังที่ส่งไปให้ล้อหลัง แล้วไปเติมให้ล้อหน้า เมื่อล้อหลังหมุนช้าลง ล้อหน้าหมุนเร็วขึ้น ก็จะดึงรถกลับเข้าที่ได้ในที่สุด

แนวคิดของการใช้ระบบ Quattro เพื่อช่วยเรื่องเสถียรภาพของรถก็มีเพียงเท่านี้ ไม่มีใครระบุเป็นตัวเลขอย่างเป็นทางการได้ว่า ในเสี้ยววินาทีนั้นๆ  Quattro จะส่งแรงบิดไปให้ล้อหน้าเท่าไหร่ หรือล้อหลังเท่าไหร่ เพราะมันขึ้นอยู่กับความเร็วที่ใช้ รูปแบบโค้ง สภาพการยึดเกาะถนน ไล่ไปจนถึงองศาการหักเลี้ยวของพวงมาลัย ที่จะส่งผลกับอาการของรถทั้งหมด การปรับเปลี่ยนจึงเกิดขึ้นได้ตลอดเวลา จนกระทั่งอาการของรถกลับเข้าสู่สภาวะปกติ

23_resize

หากระบบ Quattro เอาไม่อยู่ ระบบรักษาการทรงตัว ESC (Electronic Stability Control) ก็จะมาสานต่อภารกิจนี้แทนในทันที ด้วยการคอนโทรลการเบรกล้อทั้งสี่อย่างอิสระ จนกระทั่งรถกลับเข้าที่เข้าทางได้ในที่สุด นอกจากนี้ S1 ยังได้รับการเติมเต็มความสมบูรณ์แบบ ในการกระจายกำลังด้วย EDL (Electronic Differential Lock) เป็นฟังก์ชันถูกเพิ่มเติมเข้ามาในชุดเฟืองท้าย (ของล้อหน้า)

ระบบ EDL ใช้สมองกลควบคุมชุดคลัตช์ สำหรับกระจายกำลังระหว่างล้อฝั่งซ้ายกับฝั่งล้อขวา ให้สัมพันธ์กับรูปแบบการเข้าโค้ง (ล้อด้านนอกโค้งจะหมุนเร็วกว่าล้อด้านในโค้ง) และความเร็วที่ใช้ ซึ่งการกระจายกำลังในระดับที่สมดุลของ EDL จะช่วยสร้างเสถียรภาพในการยึดเกาะถนน ตัดตอนการสลิปของล้อ ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของการเสียการทรงตัว

สำหรับระบบกันสะเทือน หากเป็น  AUDI รหัส S และ RS รุ่นใหญ่ จะมี “ชุดถุงลม” มาให้เป็นตัวเลือกหลัก เพราะเป็นช่วงล่างที่ปรับเปลี่ยนระดับการตอบสนองได้ตามรูปแบบในการขับขี่ (Adaptive Suspension) ได้ทั้งความนุ่มนวลในความเร็วต่ำ และหนึบแน่นมั่นคงในความเร็วสูง แต่สำหรับรถขนาดเล็ก การใช้ Air Suspension อาจดูเกินความจำเป็นไปหน่อย

S1 ตอบโจทย์นี้ด้วยโครงสร้างกันสะเทือนด้านหน้าแบบ “แม็คเฟอร์สัน สตรัท” ที่เน้นความมั่นคงกับทุกสภาพการใช้งาน ด้วยซับเฟรมที่ผลิตจากเหล็ก High-strength ให้ช่วงความกว้างของล้อหน้า 1,474 มิลลิเมตร สำหรับด้านหลังใช้โครงสร้างแบบ 4-link หรือ “แขนยึด 4 จุด” เป็นที่มาของระยะความกว้างล้อหลัง 1,452 มิลลิเมตร โดย S1 จะมีช็อคอัพไฟฟ้าที่ปรับการตอบสนองได้ตามสภาพการขับขี่ มาเป็นออปชั่นพิเศษให้ลูกค้าเลือกจ่ายเพิ่มด้วย

จุดขายของรถยนต์ AUDI รหัส S และ RS ทุกเจเนอเรชั่นที่ผ่านมา อยู่ที่เรื่องของสมรรถนะ รวมถึงฟีลลิ่งและแฮนด์ลิ่งการขับขี่เฉพาะตัว เพราะฉะนั้น การชะลอความเร็ว จนกระทั่งหยุดรถ จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องใช้ระบบเบรกสมรรถนะสูง S1 ใช้จานเบรกคู่หน้าขนาด 310 มิลลิเมตร พร้อมคาลิเปอร์แบบ 4 ลูกสูบ ส่วนด้านหลังเป็นจานขนาด 272 มิลลิเมตร ทำงานร่วมกับคาลิเปอร์ลอย แบบลูกสูบเดี่ยว สำหรับล้อและยางติดรถใน S1 เริ่มต้นที่ขนาด 17 นิ้ว พร้อมยาง 215/40R17 และมีล้อขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 225/35R18 ที่ใส่แล้วหล่อกว่า มาเป็นอุปกรณ์เสริมให้ลูกค้าเลือกจ่ายเพิ่ม

S1 และ S1 Sportback ถูกสร้างขึ้นด้วยแนวคิดที่ฉีกตัวออกมาจากรถแรงขนาดเล็กทั่วไป เพราะให้ความสำคัญในเรื่องความพิเศษสุดๆ ของห้องโดยสาร กระทั่งกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวสำหรับรถรหัส S และ RS จาก AUDI จะมีรถแฮตช์แบ็กขนาดเล็กสักกี่รุ่น ที่ตะกายผ่าน 100 กม./ชม. ด้วยเวลาต่ำกว่า 6 วินาที พร้อมความเร็วสูงสุดในระดับ 250 กม./ชม. แถมไอเสียสะอาดถึงระดับ Euro 6 และจะมีรถแฮตช์แบ็กขนาดเล็กสักกี่รุ่น ที่มีโอกาสได้ใช้ระบบขับเคลื่อนอันชาญฉลาด ให้ครบถ้วนทั้งอรรถรสและความปลอดภัยในการขับขี่ คำตอบต่อคำถามดังกล่าว มีพร้อมอยู่แล้วใน Hot-Hatch ติดโลโก้สี่ห่วงทั้ง 2 โมเดลนี้

Technical Data

    S1 2.0 TFSI Quattro (3 doors) S1 Sportback 2.0 TFSI Quattro (5 doors)
โครงสร้าง & ตัวถัง
วัสดุ เหล็ก เหล็ก
ระยะห่างฐานล้อ มม. 2,469 2,469
ระยะห่างล้อ หน้า/หลัง มม. 1,474/1,452 1,474/1,452
ความยาว มม. 3,975 3,975
ความกว้าง มม. 1,740 1,746
ความสูง มม. 1,417 1,423
น้ำหนัก กก. 1,315 1,340
วงเลี้ยว เมตร 10.6 10.6
สัมประสิทธิ์แรงต้านอากาศ (Cd.) 0.34 0.34
ความจุถังน้ำมันเชื้อเพลิง ลิตร 45 45
เครื่องยนต์
แบบ Inline 4-cylinder,TFSI
จำนวนวาล์ว วาล์ว/สูบ 4, DOHC
ระบบวาล์วแปรผัน Audi Valvelift System (AVS)
ระบบอัดอากาศ Turbocharger with intercooler
BORE x STROKE มม. 82.5x 92.8
ความจุกระบอกสูบ ซี.ซี. 1,984
อัตราส่วนการอัด 9.3:1
ระบบจ่ายน้ำมันเชื้อเพลิง Direct Injection + Port Injection
แรงม้าสูงสุด hp(kW)/rpm 231(170)/6,000
แรงบิดสูงสุด Nm/rpm 370/1,600-3,000
มาตรฐานควบคุมมลพิษ EURO 6
ระบบส่งกำลัง
แบบ Quattro
ระบบเกียร์ 6-speed Manual Transmission
อัตราทดเกียร์ เดินหน้า 3.357/2.087/1.481/1.088/1.097/0.912
ถอยหลัง -3.990
เฟืองท้าย 1 3.944 (1-4)
เฟืองท้าย 2 3.087 (5-6, R)
ระบบกันสะเทือน
หน้า McPherson struts with lower wishbones, anti-roll bar, track-stabilizing steering roll radius, steel subframe
หลัง Four-link rear suspension with separate spring/shock absorber arrangement subframe, anti-roll bar
ล้อ/ยาง หน้า 7.5J x 17 / 215/40R17
หลัง 7.5J x 17 / 215/40R17
เบรก หน้า Internally ventilated disc, 310 mm.
หลัง Internally ventilated disc, 272 mm.
สมรรถนะ*
อัตราเร่ง 0-100 กม./ชม. วินาที 5.8 5.9
ความเร็วสูงสุด กม./ชม. 250 250
อัตราสิ้นเปลือง*      
ในเมือง กม./ลิตร 10.98 10.86
นอกเมือง กม./ลิตร 17.24 16.95
เฉลี่ย กม./ลิตร 14.28 14.08
CO2 emissions กรัม/กม. ในเมือง/นอกเมือง : 210/134 ในเมือง/นอกเมือง : 214/137

*ตัวเลขจากโรงงาน              **N/A หมายถึง ข้อมูลที่ยังไม่มีการเปิดเผยจากทางผู้ผลิต                      *** Electronically Limited