มาสด้า2 ใหม่ ถูกแนะนำตัวในบ้านเรา ภายใต้เซ็กเมนต์ใหม่ของรถในกลุ่มอีโคคาร์ เฟส 2 จากแต่เดิมที่อยู่ในเซ็กเมนต์ของซิตี้คาร์ หรือกลุ่มบีเซ็กเมนต์ นับเป็นความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กับกลุ่มเซ็กเมนต์ใหม่ และความใหม่ของความเป็นผู้นำรายแรกที่เปิดตัวอีโคคาร์เครื่องยนต์ดีเซล ที่มาพร้อมความโดดเด่นตั้งแต่รูปลักษณ์หน้าตาภายนอกที่ได้รับการออกแบบภายใต้แนวคิด โคโดะ “KODO” Soul of Motion จิตวิญญาณแห่งการเคลื่อนไหว นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 ของมาสด้า2 ที่เปิดตัวในบ้านเรา (แต่ในต่างประเทศ มาสด้า2 ใหม่นี้ นับเป็นเจเนอเรชั่นที่ 4 แล้ว) ซึ่งหน้าตาทางด้านหน้าของมาสด้า2 ใหม่นี้ นับเป็นการออกแบบที่อาจจะเรียกได้ว่าเป็นการถ่ายทอด DNA มาจากรุ่นพี่ที่ได้รับการเปิดตัวก่อนหน้า เพราะหน้าตาที่มองเห็นปุ๊บ สามารถบ่งบอกความเป็นมาสด้าในยุคนี้ได้อย่างชัดเจน ด้วยกระจังหน้าที่มีเส้นสายเสมือนปีกนกที่ทอดยาวไปจนถึงไฟหน้าแบบมัลติรีเฟล็กเตอร์ ทำงานควบคู่กับตัวหลอดแบบฮาโลเจน (ถ้าได้เป็นซีนอน หรือ LED น่าจะดีมิใช่น้อย) กันชนหน้าและหลังถูกออกแบบให้เป็นสปอยเลอร์ในตัว เพิ่มเติมอารมณ์สปอร์ตได้อย่างชัดเจน ความแตกต่างของเวอร์ชั่น 4 ประตู และ 5 ประตู นั้นจะแตกต่างกันในส่วนท้าย ตั้งแต่มุมของกระจกหลังที่ลาดเอียงต่างกัน ตัวไฟท้ายในรุ่น 4 ประตู จะมีรูปทรงที่เรียวยาวกว่า หมดสิทธิ์ที่ใครจะเอาไปสลับกันได้

ภายในห้องโดยสารโฉบเฉี่ยว ทันสมัย ถอดแบบมาจากรุ่นพี่อย่างมาสด้า3 จนในบางทีรู้สึกได้ถึงกลิ่นอายของรถยุโรปที่เราคุ้นเคย มาพร้อมของเล่น ออปชั่นเพียบแบบจัดเต็ม โดยเฉพาะระบบ HMI ที่ให้ผู้ขับสามารถรับทราบข้อมูลความเร็วได้โดยไม่ต้องละสายตาจากถนน โดยหน้าจอสะท้อนสามารถพับเก็บได้โดยอัตโนมัติในทันทีที่ดับเครื่องยนต์

Test Drive Mazda 201 Test Drive Mazda 206 Test Drive Mazda 209 Test Drive Mazda 210

อีกทั้งในบริเวณส่วนกึ่งกลางของแผงหน้าปัดเหนือคอนโซลกลางขึ้นไป ยังติดตั้งจอแสดงข้อมูลขนาด 7 นิ้ว ที่สามารถแสดงค่าต่างๆ ไปจนถึงระบบเครื่องเสียงและเนวิเกเตอร์ได้ โดยควบคุมผ่านปุ่มควบคุม Center Commander ที่ติดตั้งอยู่คอนโซลกลางระหว่างเบาะคู่หน้า ให้การใช้งานที่สะดวกและง่ายดาย กลับไปที่เรื่องเนวิเกเตอร์กันสักนิด มาสด้า2 ใหม่ มีฟังก์ชันระบบนำทางมาเตรียมรองรับไว้ แต่ไม่ได้ใส่ตัวแผนที่มาให้ ซึ่งถ้าผู้ใช้ต้องการ สามารถซื้อเพิ่มเติมที่ศูนย์บริการมาติดตั้งได้ โดยจะมีการ์ด SD มาให้เสียบที่ช่องรับข้างๆ ช่องต่อ USB ที่มีมาให้รองรับการต่ออุปกรณ์ภายนอกมากถึง 2 ช่อง

Test Drive Mazda 206 Test Drive Mazda 203  Test Drive Mazda 204 Test Drive Mazda 205 Test Drive Mazda 207

ครั้งแรกของขุมพลังดีเซล ในรถคลาสอีโคคาร์

จะว่าไปแล้ว นี่นับเป็นครั้งแรกของวงการรถยนต์ในบ้านเรา ที่รถในกลุ่มอีโคคาร์มาถึงยุคของเครื่องยนต์แบบดีเซลเป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อน เข้ามาทำหน้าที่แทนขุมพลังเบนซินที่คุ้นเคยในโครงการอีโคคาร์เฟสแรก ซึ่งในเฟสที่สองนี้มีหลายข้อบังคับที่ปรับเปลี่ยนไป ทั้งเรื่องเครื่องยนต์ที่ขยายกว้างขึ้น ให้มีเครื่องดีเซลเข้ามาร่วมขบวน  ต้องมีระบบความปลอดภัยมากขึ้น เช่น ระบบเบรก ABS และระบบควบคุม ESC ตืดตั้งมากับรถ การปล่อยไอเสีย ค่า CO2 ต้องต่ำกว่า 100 กรัม/กิโลเมตร และอัตราความสิ้นเปลืองต้อง 23 กม./ลิตร เป็นข้อกำหนดที่มีมากกว่าเฟสแรก ซึ่งทางค่ายมาสด้าร่วมลงทุนในโครงการนี้ จึงเข็นเครื่องยนต์ที่ทางมาสด้าเรียกขานว่า SKYACTIV-D ต่อยอดให้เครื่องยนต์แบบ 4 สูบ แถวเรียง ขนาด 1.5 ลิตร ที่ทำงานร่วมกับชุดจ่ายน้ำมันดีเซลแบบคอมมอนเรล พ่วงด้วยระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบ ผสมผสานกับการออกแบบให้กำลังอัดในห้องเผาไหม้ที่ต่ำลง เหลือเพียงแค่ 14.8:1 ซึ่งต่ำกว่าเครื่องยนต์ดีเซลทั่วๆ ไปที่มักจะอยู่แถว 16-19:1 แต่ยังคงให้การเผาไหม้ที่สมบูรณ์ ผ่านมาตรฐานข้อบังคับด้านมลพิษของยุโรป Euro 5 ซึ่งปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ที่ต่ำเพียง 100 กรัมต่อกิโลเมตร โดยเครื่องยนต์ CLEAN DIESEL เครื่องนี้ยังให้พละกำลัง 105 แรงม้า พร้อมๆ กับแรงบิดที่สูงถึง 250 นิวตัน-เมตร ซึ่งเทียบเท่ากับรถที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินพิกัด 2.0-2.5 ลิตรกันเลยทีเดียว อีกทั้งแรงบิดที่มากของเครื่องยนต์ดีเซล SKYACTIV-D 1.5 ลิตร เครื่องนี้ยังมีมาพร้อมให้ใช้งานกันตั้งแต่รอบเครื่องยนต์ที่ต่ำเพียงแค่ 1,500 รอบ/นาที และมีให้ใช้ยาวๆ ไปจนถึง 2,500 รอบ/นาที ก่อนที่กราฟจะเริ่มตกลง ซึ่งเมี่อทำงานร่วมกับชุดเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด SKYACTIV-DRIVE ที่ควบคุมการทำงานด้วย Mechatronic Module เพื่อให้การทำงานในการปรับเปลี่ยนจังหวะเกียร์เป็นไปอย่างรวดเร็ว และเหมาะสมในทุกๆ ช่วงรอบในการทำงาน ให้ความนุ่มนวลได้ดีตลอดการเดินทางไปกับมาสด้า2 ใหม่คันนี้

Test Drive Mazda 215 Test Drive Mazda 219

i-ELOOP ลูกเล่นใหม่ของมาสด้า2

นอกจากเครื่องยนต์ดีเซลเครื่องนี้จะมีสมรรถนะและความประหยัดเป็นที่น่าพอใจแล้ว ในเรื่องของเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยเสริมประสิทธิภาพในการทำงานของเครื่องยนต์ยังมีหลายๆ อย่างเพิ่มเติมเข้ามา อย่างระบบ i-ELOOP คือระบบที่นำเอาพลังงานที่หลงเหลือจากการลดความเร็วหรือการหยุดรถให้เปลี่ยนจากพลังงานกลให้กลายมาสู่พลังงานไฟฟ้า เพื่อนำกลับมาชาร์จเข้าสู่อุปกรณ์เก็บประจุขนาดใหญ่ Capacitor หรือ Electronic Double Layer Capacitor ที่ทางทีมมาสด้าได้พัฒนาขึ้นใหม่ให้มีความสามารถในการเก็บประจุไฟฟ้าที่ดีไปพร้อมๆ กับน้ำหนักที่ลดลงถึง 5 กิโลกรัม โดยพลังงานไฟฟ้าที่ถูกเก็บมานั้นก็จะถูกนำไปใช้ในอุปกรณ์ต่างๆ (จะว่าไปแล้ว รถยนต์ที่ใช้เครื่องยนต์ธรรมดาในยุคนี้เริ่มที่จะมีการทำงานและมีอุปกรณ์ต่างๆ คล้ายๆ กับรถไฮบริดกันมากขึ้นจนรู้สึกได้) โดยผู้ใช้สามารถเรียกดูสถานะการทำงานของระบบ i-ELOOP ได้จากจอแสดงการทำงานกลาง ขนาด 7 นิ้ว ที่ติดตั้งอยู่ในบริเวณกึ่งกลางคอนโซลหน้า โดยการเลือกเข้าไปยังโหมดแสดงสถานะได้อย่างง่ายๆ จากปุ่มควบคุม Center Commander ที่บริเวณคอนโซลกลาง

i-stop อีกหนึ่งระบบที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมจากยุคก่อน โดยหน้าที่หลักยังคงเป็นระบบควบคุมการดับและสตาร์ทเครื่องยนต์โดยอัตโนมัติเหมือนเช่นเดิม แต่ในเวอร์ชั่นนี้ทางมาสด้าได้แจ้งถึงการอัพเกรดประสิทธิภาพในการทำงานของระบบให้มีการดับเครื่องยนต์และสตาร์ทได้ราบรื่นและเหมาะสมยิ่งขึ้น อย่างในการสตาร์ทเครื่องยนต์เพื่อให้ติดนั้น เครื่องยนต์ของมาสด้า2 ใหม่ สามารถสตาร์ทติดได้ง่ายและรวดเร็วขึ้น จนให้ความรู้สึกได้ดีใกล้เคียงกับการทำงานของรถไฮบริดกันเลยทีเดียว

Test Drive Mazda 212 Test Drive Mazda 213 Test Drive Mazda 214 Test Drive Mazda 216 Test Drive Mazda 217 Test Drive Mazda 218

SKYACTIV-CHASSIS

ระบบช่วงล่างนับเป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ได้รับการพัฒนาเพิ่มเติมจากเจเนอเรชั่นที่ผ่านมา ด้วยเทคโนโลยีในการพัฒนา SKYACTIV-CHASSIS ที่ทำการปรับปรุงช่วงล่างด้านหลังแบบทอร์ชั่นบีมให้มีน้ำหนักเบาขึ้น พร้อมกับการออกแบบระยะแขน มุมแคสเตอร์ และตำแหน่งจุดยึดช่วงล่างด้านหลังใหม่ สามารถให้การทำงานที่รวดเร็ว และซับแรงสั่นสะเทือนได้ดียิ่งขึ้น

ชุดพวงมาลัยแบบ แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน ที่ทำงานร่วมกับปั๊มเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า ปรับอัตราทดใหม่ให้สามารถตอบสนองต่อการทำงานได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ให้ความแม่นยำในการบังคับและการควบคุมที่กระฉับ เฉียบคมมากขึ้น

Test Drive Mazda 226

ลอง 2 ทางเลือก จาก 2 ความต่าง

ในครั้งนี้เราได้นำมาสด้า2 ใหม่ มาทำการทดสอบพร้อมๆ กัน ทั้ง 2 เวอร์ชั่น ทั้งในแบบซีดาน 4 ประตู และแบบแฮตช์แบ็ก 5 ประตู ซึ่งทั้งสองคันนั้นใช้เครื่องยนต์ ระบบเกียร์  ไปจนถึงระบบช่วงล่าง และการเซตอัพมาที่เหมือนๆ กัน จะแตกต่างกันหลักๆ ก็ตรงที่รูปแบบของตัวรถ อันมีผลต่อขนาดความยาวและความสูงของตัวรถที่แตกต่างกัน  โดยในเวอร์ชั่น 4 ประตู ซีดานนั้น จะมีความยาวของตัวถังที่มากกว่าเวอร์ชั่น 5 ประตู อยู่ 260 มิลลิเมตร แต่ถึงแบบซีดานจะยาวกว่า แต่ในเรื่องความสูงของตัวรถนั้น หลังคาของเวอร์ชั่น 4 ประตู ซีดาน  กลับมีความสูงแค่เพียง 1,470 มิลลิเมตร ซึ่งเท่ากับว่ารุ่น 4 ประตูนั้น มีหลังคาที่เตี้ยกว่ารุ่น 5 ประตู ถึง 25 มิลลิเมตร เลยทีเดียว และที่ต้องกล่าวถึงความแตกต่างของทั้ง 2 เวอร์ชั่นก่อน ก็เพราะว่าในการทดลองขับขี่นั้น มาสด้า2 ใหม่ จะมีความแตกต่างในสไตล์การขับอยู่เล็กๆ จากความแตกต่างที่ว่ามา พอที่จะสรุปง่ายๆ กันได้ว่า  หากเป็นคนที่ชอบรถที่คล่องแคล่ว ให้ความสะดวก กระฉับกระเฉงในการขับขี่ โดยเฉพาะการใช้งานในเมืองนั้น มาสด้า2 เวอร์ชั่น 5 ประตู แฮตช์แบ็ก สามารถให้การตอบสนองได้อย่างลงตัวกว่า ด้วยมิติตัวรถที่สั้น ช่วยเสริมในเรื่องของการเปลี่ยนเลน ไปจนถึงการจอดรถริมทางที่มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดของบ้านเรา วงเลี้ยวที่แคบเพียงแค่ 4.9 เมตร ยิ่งช่วยเติมความสะดวกในการขับขี่ได้เป็นอย่างดี แต่สำหรับผู้ใช้ที่ชื่นชอบรถที่มีพื้นที่ในการบรรทุกสัมภาระที่มากกว่า และนิยมเดินทางไกลระหว่างเมืองนั้น มาสด้า2 เวอร์ชั่นซีดาน 4 ประตู กลับสร้างความประทับใจได้มากจากพื้นที่ทางด้านท้ายที่เพิ่มขึ้น มาจากความยาวของตัวรถที่มากขึ้น ให้ความสามารถในการจัดเก็บสัมภาระสามารถทำได้เพิ่มมากขึ้น พร้อมๆ กับหลังคาที่เตี้ยลง ช่วยเพิ่มความหนึบแนบแน่นในยามเดินทางด้วยความเร็วได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในการเดินทางข้ามเมืองด้วยความเร็วเดินทางในระดับ 120 ขึ้น  จะยิ่งเห็นถึงความนิ่งและความมั่นใจในการเดินทางได้จนเกือบจะเทียบเท่ากับรถซีดานขนาดกลาง ซึ่งก็คงต้องยกความดีส่วนหนึ่งให้ทีมวิศวกรของมาสด้า ที่ยังคงเซตอัพการทำงานของช่วงล่างมาให้ตอบโจทย์การขับขี่ที่สนุก และมั่นใจได้ไม่แพ้รถยุโรปกันเลย ช่วยเพิ่มทั้งความสนุกและความมั่นใจได้ตลอดการเดินทางไปกับมาสด้า2 ใหม่นี้

Test Drive Mazda 224

มาตรฐานความปลอดภัยที่ใส่มาเต็ม

มั่นใจได้ในการหยุดยั้งความแรงกับชุดเบรกใหม่ ที่ครั้งนี้มากันในแบบดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ ให้การทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพยิ่งขึ้น พร้อมระบบเสริมเพิ่มความปลอดภัยครบถ้วน ตั้งแต่ ระบบป้องกันล้อล็อก ABS ที่มาพร้อมระบบกระจายแรงเบรก EBD นับว่าเป็นตัวช่วยสำคัญในยามที่ต้องหยุดยั้งอย่างกะทันหัน โดยมาสด้า2 ใหม่ ยังเพิ่มความปลอดภัยขึ้นอีกขั้นกับระบบไฟฉุกเฉินที่สามารถทำงานได้โดยอัตโนมัติในทันทีที่มีการเบรกอย่างรุนแรงและกะทันหัน (ESS-  Emergency Signal System)

นอกจากนี้ มาสด้า2 ใหม่ ยังจัดเต็มด้วยระบบเสริมอีกหลายตัว ตั้งแต่ ระบบควบคุมการทรงตัว DSC-  Dynamic Stability Control ระบบป้องกันล้อหมุนฟรีและการลื่นไถล TCS-  Traction Control System ไปจนถึงระบบช่วยในการออกตัวบนเนินลาดเอียง HLA-  Hill Launch Assist ที่เข้ามาเสริมเติมความปลอดภัยกันอย่างเต็มที่ เพื่อป้องกันเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่อาจจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ก็ได้

แต่ยังไม่หมดแค่ระบบช่วยเท่าที่กล่าวมานั้น มาสด้า2 ใหม่ ยังมาพร้อมมาตรฐานความปลอดภัยอย่าง  ถุงลมนิรภัยคู่หน้า SRS และเข็มขัดนิรภัยแบบ ELR 3 จุด ทั้ง 5 ตำแหน่งที่นั่งกันเลยทีเดียว มั่นใจได้ถึงมาตรฐานความปลอดภัยที่ได้รับการติดตั้งมา และอีกหนึ่งเรื่องที่หลายๆ คนเริ่มหันมาสนใจมากขึ้นกับจุดยึดเบาะนั่งเด็กแบบ ISOFIX ที่ได้รับการติดตั้งมาให้พร้อมสรรพ หมดห่วงเรื่องการยึดเบาะนั่งที่จะไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งในยุคนี้พ่อแม่ยุคใหม่เริ่มที่จะหันมาให้ความสำคัญในการติดตั้งเบาะนั่งของเด็กกันมากขึ้น แทนที่การอุ้มลูกเอาไว้เฉกเช่นสมัยก่อน ช่วยเพิ่มความปลอดภัยให้กับคนที่คุณรักได้มากยิ่งขึ้น

Test Drive Mazda 230

แรงและประหยัด เกิดขึ้นแล้วในยุคนี้ ยุคที่ดีเซลไม่ใช่เพียงแค่รถบรรทุก

หัวข้อสำคัญที่หลายๆ คนกำลังรอให้เอ่ยถึง กับเรื่องราวของความสามารถในการใช้เชื้อเพลิงได้อย่างประหยัดของเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล เทคโนโลยี SKYACTIV-D ที่ทำงานร่วมกับชุดเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด SKYACTIV-DRIVE ที่สามารถผสมผสานการทำงานจนให้ตัวเลขในการประหยัดเชื้อเพลิงที่มากถึง 17.62 กม./ลิตร ในคัน 5 ประตู และ 15.0 กม./ลิตร ในคัน 4 ประตู ที่นับเป็นตัวเลขที่น่าพอใจสำหรับการใช้งานในเมืองที่มีการจราจรหนาแน่นอย่างในทุกวันนี้ โดยยังคงให้ความสนุกในการขับขี่ได้ดีกว่าเครื่องยนต์เบนซินในพิกัดเดียวกันจะทำได้ ซึ่งตัวเลขที่ได้มาจากการทดสอบในครั้งนี้อาจจะเห็นว่าคัน 4 ประตู มีตัวเลขที่ต่ำกว่า ทั้งนี้ก็มาจากการทดสอบที่ต่างเวลาและสถานการณ์รถติดที่แตกต่างกันมาก โดยคัน 4 ประตูที่ทดสอบนั้น ต้องเจอสถานการณ์รถติดจนอาจจะเรียกได้ว่ารถจอดเสียมากกว่า จนทำให้ตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองตกลงมาค่อนข้างมาก ซึ่งแตกต่างกับคัน 5 ประตู ที่ยังคงเจอภาวะรถติดแบบตามปกติทั่วๆ ไป เหมือนเช่นทุกครั้งที่ทำการทดสอบมา

ถึงแม้ในการทดสอบครั้งนี้จะยังไม่มีตัวเลขความประหยัดน้ำมันในการเดินทางต่างจังหวัดมาแจ้งให้นั้น แต่ก่อนหน้านี้ทางมาสด้าได้เชิญคณะสื่อมวลชนทั้งไทยและมาเลเซีย ไปร่วมทำการแข่งขันทดสอบขับรถมาสด้า2 ทั้งในเวอร์ชั่น 4 ประตู และเวอร์ชั่น 5 ประตู กับเส้นทางจากกรุงเทพฯ มุ่งหน้าสู่ประเทศมาเลเซีย อันเป็นระยะทางที่มากถึง 1,000 กว่ากิโลเมตร ผลที่ได้จากการเดินทางด้วยความเร็วประมาณ 80-90 กม./ชม.นั้น เราสามารถทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองได้ดีถึงในระดับ 33 กม./ลิตร อันเป็นตัวเลขที่ได้จากการปรับโทษเพิ่มปริมาณน้ำมันอีก 3 ลิตร จากการเข้าจุดลงเวลาในการแข่งขันช้าไป 2 นาที ในหนึ่งช่วงของการแข่งขัน ตามกติกาที่ทางทีมกรรมการชาวมาเลย์กำหนดเอาไว้ นับเป็นตัวเลขที่ดีมากสำหรับการเดินทางชิวชิว ด้วยความเร็วประมาณ 90 กม./ชม. แอร์เย็นฉ่ำ เพียงแต่ว่าผู้ขับจะต้องคอยควบคุมน้ำหนักในการกดคันเร่งให้ดี เพื่อช่วยเพิ่มความประหยัด และยังเป็นการพิสูจน์ถึงรถทั้งหมดกว่า 20 คันของมาสด้า2 ใหม่ ที่สามารถทำตัวเลขอัตราสิ้นเปลืองได้มากกว่า 20 กม./ลิตร ในทุกๆ คัน

Test Drive Mazda 229

สมรรถนะ ความประหยัด และออปชั่น ที่ต้องแลกมาด้วยค่าตัว 7.9 แสน

ถึงแม้ราคาค่าตัวของ มาสด้า2 ดีเซล ใหม่ จะมีราคาค่าตัวที่เปิดตัวมาค่อนข้างสูงถึง 790,000 บาท โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับรถในกลุ่มของอีโคคาร์ ที่ส่วนใหญ่จะมีราคาอยู่ในช่วงประมาณ 4-6 แสน แต่นั่นก็เป็นเพียงรถในกลุ่มอีโคคาร์ที่ใช้เครื่องยนต์เบนซินเป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อน และที่สำคัญ ยังคงอยู่ในอีโคคาร์เฟสแรก ที่แตกต่างกับอีโคคาร์เฟสสองอย่างมาสด้า2 ใหม่ คันนี้ที่มีหลายๆ ข้อบังคับได้ถูกเพิ่มเติมมา อีกทั้งมาสด้า2 ใหม่ คันนี้ยังคงเป็นอีโคคาร์คันแรกที่หันมาใช้เครื่องยนต์ดีเซลในการขับเคลื่อน สร้างความแปลกใหม่ให้กับตลาดรถยนต์ในบ้านเราค่อนข้างมาก ซึ่งถ้าจะนำไปเปรียบเทียบราคาหรือหาคู่แข่งในเซ็กเมนต์โดยตรงก็ต้องบอกกันว่า ลอยลำมาใสๆ ไร้ซึ่งคู่แข่งโดยตรง แต่ถ้าหันมามองกันที่ระดับราคาค่าตัวที่เปิดตัวมานั้น มาสด้า2 ใหม่ ในรุ่นดีเซลคันนี้ก็มีระดับราคาที่ขยับเข้าไปใกล้รถในกลุ่มซีดานขนาดกลาง หรือที่เราเรียกกันว่ากลุ่มซีเซ็กเมนต์ ที่มีอยู่หลายๆ คันในตลาดบ้านเรา อย่างเช่น ฮอนด้า ซีวิค, โตโยต้า โคโรลล่า อัลติส, ฟอร์ด โฟกัส หรือแม้แต่พี่ร่วมค่ายอย่างมาสด้า3 ที่มีราคาเริ่มต้นอยู่เพียงแค่ 8 แสนต้นๆ ซึ่งก็จะทำให้เห็นถึงราคาที่ขยับมาใกล้กันมาก ที่จะได้รถในเซ็กเมนต์ที่ใหญ่ขึ้น ขนาดห้องโดยสารที่กว้างกว่า แต่ออปชั่นคงน้อยกว่า เพราะเป็นในรุ่นเริ่มต้น ซึ่งก็คงจะทำให้คนที่กำลังตัดสินใจอยู่อาจจะต้องทำการบ้านกันหนักขึ้น เพราะมาสด้า2 ขนาดห้องโดยสารแคบกว่า เบาะนั่งหลังที่วางเท้าคับแคบกว่า แถมเบาะนั่งหลังวางตำแหน่งที่ชัน ทำให้นั่งไม่สบาย แถมที่เท้าแขนระหว่างเบาะนั่งหน้ายังไม่ให้อีกด้วย  แต่ถ้ามองถึงสมรรถนะในเรื่องของกำลังเครื่องยนต์ ออปชั่นที่จัดเต็มเฉพาะแนวไฮเทคและความปลอดภัยตามข้อบังคับเท่านั้น ไปจนถึงความประหยัดในระดับ 15 กม./ลิตรขึ้น สำหรับการใช้งานในเมือง มาสด้า2 ใหม่ นับเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นไม่น้อยหน้าใครเลยในช่วงนี้

Test Drive Mazda 220

ความเร็วเดินทางที่เกียร์สูงสุด

ความเร็ว (กม./ชม.) รอบ (รอบ/นาที)

80                                         1,400

100                                       1,750

120                                       2,100

140                                       2,450

160                                       2,800

 

ข้อมูลทางเทคนิค

ยี่ห้อ                                                                    ALL NEW MAZDA2 SKYACTIV-D 1.5L

รุ่นรถ                                                   4D                                                       5D

ประเทศผู้ผลิต และรุ่นปี                                       ประเทศไทย รุ่นปี 2015

แบบเครื่องยนต์                                                    4 สูบ แถวเรียง DOHC 16 วาล์ว คอมมอนเรล เทอร์โบ

ปริมาตรความจุ (ซี.ซี.)                                                        1,499

กระบอกสูบ x ระยะชัก (มม.)                               76.0 x 82.6

อัตราส่วนกำลังอัด                                                              14.8 : 1

ระบบควบคุมเครื่องยนต์                                                     อิเล็กทรอนิกส์ ไดเร็กอินเจ็กชั่น

กำลังสูงสุด (แรงม้า/รอบ/นาที)                                            105/4,000

แรงบิดสูงสุด (กก.-ม./รอบ/นาที)                                         25.5/1,500-2,500

ถังเชื้อเพลิงจุ (ลิตร)                                                             44

ระบบขับเคลื่อน                                                                  ล้อหน้า

ระบบเกียร์                                                                          อัตโนมัติ 6 สปีด

อัตราทดเกียร์    1                                                                3.552 : 1

  • 002 : 1
  • 452 : 1
  • 000 : 1
  •  708 : 1
  • 599 : 1

เกียร์ถอยหลัง                                                                      3.893 : 1

อัตราทดเฟืองท้าย                                                               3.389: 1

ระบบพวงมาลัย                                    แร็ค แอนด์ พิเนี่ยน พร้อมเพาเวอร์ช่วยผ่อนแรงแบบไฟฟ้า (EPAS)

รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด (เมตร)                                                 4.9

ระบบกันสะเทือนหน้า                                                        อิสระ แบบแม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง

ระบบกันสะเทือนหลัง                                                        แบบทอร์ชั่นบีม Trailing Link

ระบบเบรก หน้า/หลัง                                                         ดิสก์เบรก / ดิสก์เบรก

มิติ กว้าง x ยาว x สูง (มม.)                   1,695 x 4,320 x 1,470                         1,695 x 4,060 x 1,490

ฐานล้อยาว (มม.)                                                                2,570

ความกว้างของล้อหน้า (มม.)                                              1,495

ความกว้างของล้อหลัง (มม.)                                               1,480

ล้อ                                                                                      16 x 5.5J

ยาง                                                                                     185 / 60 R16

อัตราความสิ้นเปลือง (กม./ลิตร)

ในเมือง                                                15.0                                      17.62

ราคาจำหน่าย (บาท)                                                           790,000
ผู้เขียน     กิตติศักดิ์ ด้วงพิมพ์