the-king
HomeRoad Impressionลองขับฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ เปลี่ยนโลกพีพีวีด้วยช่วงล่างคอยล์สปริง
Ford-Everest_sm

ลองขับฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ เปลี่ยนโลกพีพีวีด้วยช่วงล่างคอยล์สปริง

ทิ้งช่วงระยะเวลาจนคนเกือบลืมไปแล้วว่า ฟอร์ด ประเทศไทย เคยมีรถในตระกูลพีพีวีอย่าง ฟอร์ด เอเวอเรสต์ จำหน่ายในเมืองไทย จนเมื่อมีการเปิดตัวไปในช่วงต้นปีที่ผ่านมา ซึ่งเรียกกระแสการชะเง้อคอคอยของเหล่าสาวกฟอร์ดยุคใหม่ ที่ติดใจความเจ๋งเป้งของ ฟอร์ด เรนเจอร์ รุ่นพี่สายเลือดเดียวกันที่สร้างชื่อเสียง ลบภาพเดิมๆ ของรถฟอร์ดในยุคนับถอยหลังไปสัก 10 ปีก่อนหน้าได้ไม่น้อย

การโดดเข้ารุกตลาดรถอเนกประสงค์อย่างเต็มรูปแบบ หลังจากที่ได้ส่ง ฟอร์ด เอคโค่ สปอร์ต เอสยูวีตัวเล็กมาชิมลางไปก่อนหน้า เป็นการตอกย้ำถึงความเอาจริงเอาจังในตลาดกลุ่มนี้และประกาศศักดาให้รู้กันทั่วว่า ฟอร์ดไม่ได้มีดีแต่รถยนต์นั่งเท่านั้น

test Ford Everest drive 02

ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ เดินลงตลาดด้วยการพกพาความมั่นใจทั้งในเรื่องเทคโนโลยีและสมรรถนะมาแบบเพียบพร้อม การใช้โครงสร้างตัวถังแบบ Body-on-frame มีจุดเด่นที่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ อัตโนมัติ พร้อมระบบ Terrain Management System หรือ TMS ห้องโดยสารมีระบบลดเสียงรบกวน Active Noise Cancelling (มีไมโครโฟนรับเสียงและจะส่งคลื่นเสียงของตัวลำโพงที่ติดตั้งในรถออกมาเป็นการตัดเสียงรบกวน)test Ford Everest drive 07

จอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่คอนโซลกลาง การพับเบาะแถว 3 ด้วยสวิตช์ไฟฟ้า ประตูบานท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้า พร้อมระบบป้องกันการหนีบ ระบบความปลอดภัย Blind Spot Information ตรวจจับรถด้านข้างขณะเปลี่ยนเลน และตรวจจับรถด้านหลังขณะถอย พวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า EPAS และระบบกันสะเทือนหลังแบบคอยล์สปริง พร้อมวัตต์ลิงค์ ควบคุมให้รถเคลื่อนตัวในแนวดิ่งมากกว่าแนวนอน

ส่วนเรื่องของเครื่องยนต์ มีมาให้เลือก 2 รุ่น คือ เครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ 2,200 ซี.ซี. VG Turbo 160 แรงม้า แรงบิด 39.23 กก.-ม. และรุ่นใหญ่อย่างเครื่องยนต์เดียวกัน แบบดีเซล 5 สูบ VG Turbo 3,200 ซี.ซี. 200 แรงม้า แรงบิด 47.89 กก.-ม. ซึ่งเป็นเครื่องเดียวกันกับใน ฟอร์ด เรนเจอร์

test Ford Everest drive 04

เส้นทางทดสอบในครั้งนี้ บินไกลไปถึงเชียงราย (เหมือนฟอร์ดจะชอบจังหวัดนี้นะ) ซึ่งมีสภาพถนนให้ทดสอบอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะเส้นทางออฟโรดเพื่อทดลองระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ที่เตรียมไว้รับนักข่าว ถือว่ากำลังพอเหมาะใช้ได้เลยทีเดียว

ผมเริ่มลองขับด้วยรุ่น 2.2 L Titanium 2WD ออกจากที่พักไปเทศบาลตำบลดอยฮาง ระยะทางไม่ไกล 33.6 กิโลเมตร แต่ก็ได้ลักษณะการขับขี่ที่เกือบครบในทางเรียบ ทั้งทางชันขึ้น-ลงเขา ทางโค้งที่ค่อนข้างจะคดเคี้ยว แต่ในช่วงทางตรงที่มีโอกาสใช้ความเร็วอยู่บ้าง พบว่าเครื่องยนต์ดีเซล คอมมอนเรล เทอร์โบแปรผัน 2,200 ซี.ซี. 160 แรงม้า แรงบิด 39.23 กก.-ม. ให้อัตราเร่งที่ทันใจเหลือเฟือ แค่กดคันเร่งลึกขึ้นแต่ไม่ถึงจังหวะคิกดาวน์ จังหวะเปลี่ยนเกียร์นุ่มนวล รวดเร็ว ลองเล่นโหมด S +/- เพิ่มความสนุกในการขับขี่และได้จังหวะการเร่งออกที่ไวมากขึ้น

test Ford Everest drive 05

ระบบพวงมาลัยเพาเวอร์ไฟฟ้า คือจุดเด่นที่น่าสนใจ แปรผันตามความเร็วและสภาพการใช้งาน จึงค่อนข้างให้น้ำหนักที่พอดี แม้ขับในย่านความเร็วต่ำก็ไม่ได้เบาโหวงเหวง ช่วงการเร่งความเร็วขึ้น น้ำหนักก็ปรับเพิ่มขึ้นได้อย่างเหมาะสมแก่การใช้งาน ช่วยให้มั่นใจแม้ยามเข้าโค้งที่ต้องหักองศามากกว่าปกติ

ระบบมัลติฟังก์ชันบนพวงมาลัย ถูกแบ่งแยกมาให้ใช้งานง่าย สอดคล้องกับชุดหน้าปัดบนคอนโซล ที่มีมาตรวัดความเร็วตรงกลาง ประกบด้วยจอดิจิตอลฝั่งซ้ายสำหรับระบบความบันเทิง ฝั่งขวาสำหรับแสดงข้อมูลต่างๆ ของรถ การควบคุมด้วยสวิตช์บนก้านพวงมาลัยฝั่งซ้ายจึงใช้สำหรับความบันเทิงและฝั่งขวาตามจึงใช้สำหรับการควบคุมเพื่อดูข้อมูลต่างๆ ของรถ

test Ford Everest drive 06

ส่วนจอสัมผัสขนาด 8 นิ้ว ที่คอนโซลกลาง ใช้งานได้ดีในการควบคุมระบบเครื่องเสียง การตกแต่งภายในลงตัว  หรูหราด้วยการเลือกใช้สีเบจ แต่แอบให้อารมณ์สปอร์ตไม่น้อย ใช้วัสดุคุณภาพดี และออกแบบได้สวยงาม ห้องโดยสารค่อนข้างเงียบ แทบจะไม่มีเสียงรบกวนจากภายนอกด้วยระบบ Active Noise Cancelling

ระบบกันสะเทือนของฟอร์ด เอเวอเรสต์ คือจุดเด่น จุดขาย การพัฒนามาใช้ระบบกันสะเทือนหลังแบบคอยล์สปริงพร้อมวัตต์ลิงค์ ช่วยยกระดับให้ช่วงล่างของฟอร์ดให้สมรรถนะได้อย่างสมบูรณ์แบบ แม้รูปร่างของตัวรถจะค่อนข้างสูง แต่ให้ความรู้สึกมั่นใจ ไม่โยน ไม่โคลง แม้จะเข้าด้วยความเร็ว ช่วงถนนที่ไม่เรียบนัก รู้สึกเลยว่านุ่มนวล แรงสะเทือนไม่มาถึงผู้โดยสาร  ระบบเบรก แม้จะให้ความมั่นใจในแรงหยุดที่ดีเยี่ยม แต่บุคลิกของเบรกที่ต้องกดลงไปลึกสักเล็กน้อย ถึงจะทำงานเต็มตัว ทำเอาบางจังหวะแอบเหวอเล็กๆ

จากนั้นถึงจุดเปลี่ยนรุ่นรถเพื่อเข้าสู่โหมดการขับขี่ในสไตล์ออฟโรด ซึ่งได้ขยับมาเป็นรุ่น 3.2 L Titanium + 4WD โดยรวมภายในของรุ่น ภายในของรุ่น 3.2 แตกต่างจากรุ่น 2.2 ในส่วนของแผงคอนโซลและชุดควบคุมระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ Terrain Management System หรือ TMS ที่เป็นแบบปุ่มหมุน มีไฟแจ้งว่ากำลังอยู่โหมดไหน

พร้อมการแจ้งเตือนบนชุดมาตรวัดฝั่งขวา แบ่งเป็น 4 โหมดขับเคลื่อน คือ Normal ในการขับปกติจะกระจายแรงบิดหน้า:หลัง แบบ 40:60 และแบ่งกำลังไปยังล้อคู่หน้าตามความเหมาะสม โหมดหิมะ/กรวด/หญ้า จังหวะการเปลี่ยนเกียร์จะช้าลง เพื่อให้เครื่องยนต์อยู่ในรอบต่ำ คันเร่งจะตอบสนองช้าลง โหมดทราย สิ่งสำคัญคือการรักษาโมเมนตั้ม หรือแรงเฉื่อยของตัวรถ โดยชุดควบคุมแรงบิดหรือ Active Transfer Case จะกระจายแรงบิดไปยังล้อทั้ง 4 คันเร่งจะมีการตอบสนองเร็วขึ้น

test Ford Everest drive 03

โหมดหิน ทำงานร่วมกับระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ความเร็วต่ำ ต้องเข้าเกียร์ว่างและกดปุ่ม 4×4 Low ในโหมดนี้ Traction Control จะทำงานในระดับสูงสุด เพื่อให้ล้อมีการยึดเกาะที่ดีที่สุด กลางปุ่มเลือกโหมดขับเคลื่อนมีสวิตช์เปิด-ปิด ระบบควบคุมความเร็วขณะลงทางชันโดยไม่ต้องเหยียบเบรก สามารถเพิ่มหรือลดความเร็วได้ด้วยสวิตช์ของระบบครูสคอนโทรล และสวิตช์ล็อกเฟืองท้ายแบบไฟฟ้า ช่วยลดการลื่นไถลของล้อหลังเมื่อขับแบบออฟโรด โดยเฟืองท้ายจะล็อกอัตโนมัติเมื่อใช้ระบบ TMS

เส้นทางออฟโรดมีหลายด่านให้ได้ทดสอบสมรรถนะ ทั้งการขับผ่านแอ่งน้ำความสูงระดับครึ่งล้อ เนินชันที่ทางเป็นโคลนหลังจากฝนตกหนักในคืนก่อนทดสอบ สามารถขับผ่านไปได้โดยง่าย แม้จะใช้งานเดิมที่คู่มากับตัวรถ พร้อมกับการลองระบบควบคุมความเร็วขณะลงเขา พบว่าทำงานได้ดี ผู้ขับไม่ต้องเหยียบเบรกเลย หรือถ้ารู้สึกว่าช้าเกินไป ก็สามารถเหยียบคันเร่งเพิ่มความเร็วได้ เมื่อถอนคันเร่ง ระบบก็จะกลับมาทำงานอีกครั้ง สามารถปรับเพิ่มหรือลดความเร็วได้ด้วย ในโหมด 4×4 Low อัตราทดสูง รถสามารถขับเคลื่อนในแบบ Walking Speed ได้ โดยแทบจะไม่ต้องแตะคันเร่ง ส่งผลให้รถเคลื่อนที่ไปด้วยความนุ่มนวล

หลังออกจากเส้นทางออฟโรดเข้าสู่ทางเรียบปกติ พบว่าในรุ่น 3.2 L Titanium + 4WD ให้กำลังที่แทบจะไม่ได้แตกต่างจากรุ่น 2.2 สักเท่าไหร่ บางจังหวะให้ความรู้สึกอืดอาดเสียด้วยซ้ำ ส่วนหนึ่งน่าจะเพราะการเซตระบบเพื่อความปลอดภัย รวมถึงไม่ให้เกิดอาการกระชากยามต้องการออกตัวแรง เร็ว แต่ในรุ่น 3.2 จะให้ความเร็วไหลลื่น ในช่วงความเร็วปานกลางขึ้นไป จาก 120 ไป 160 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

test Ford Everest drive 09 test Ford Everest drive 10 test Ford Everest drive 11 test Ford Everest drive 12 test Ford Everest drive 13 test Ford Everest drive 14

สรุปโดยรวม ฟอร์ด เอเวอเรสต์ ใหม่ ให้สมรรถนะที่สมบูรณ์แบบ รวมถึงตอบโจทย์ความต้องการการใช้งานได้อย่างครอบคลุม สมกับเป็นรถอเนกประสงค์ แม้จะเป็นรถในกลุ่มพีพีวี หรือกระบะดัดแปลง แต่การออกแบบโดยคำนึงถึงความเป็นรถเอสยูวีไว้เป็นหลัก น่าจะดึงดูดผู้ใช้ที่ไม่ได้ต้องการอารมณ์ของการขับรถกระบะเหมือนที่เคย

โดยฟอร์ดจะวางจำหน่ายในช่วงแรกนี้ก่อน 3 รุ่น แบ่งเป็น 3 รุ่นย่อย คือ 2.2 L Titanium 2WD ราคา 1.269 ล้านบาท รุ่น 3.2 L Titanium 4WD ราคา 1.459 ล้านบาท และรุ่นสูงสุด 3.2 Titanium + 4WD ราคา 1.599 ล้านบาท ซึ่งในมุมมองหลังจากการทดลองขับ คิดว่าในรุ่น 2.2 ลิตร น่าจะพอเพียงแล้วสำหรับการใช้งานโดยทั่วไปในชีวิตประจำวัน และที่สำคัญ แนะนำว่าควรรีบซื้อเสียในปีนี้ ก่อนราคาปีหน้าจะพุ่งขึ้นไปไกล จากโครงสร้างภาษีใหม่ที่กำลังจะมา

test Ford Everest drive 15

 

 

Comments

comments

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.