the-king
HomeRoad Impressionพิสูจน์ความสนุกเร้าใจ MG3 Hatchback เส้นทาง กรุงเทพฯ-พัทยา
testdrive_mg3_cover

พิสูจน์ความสนุกเร้าใจ MG3 Hatchback เส้นทาง กรุงเทพฯ-พัทยา

หลังจากเปิดตัวในประเทศไทยด้วยรถยนต์นั่งในระดับกลาง ตอนนี้ถึงเวลาที่ MG แบรนด์รถยนต์เก่าแก่จากประเทศอังกฤษ จะเจาะตลาดใหญ่เข้าสู่กลุ่มซิตี้คาร์ กับรถยนต์ MG3 ที่มาพร้อมรูปลักษณ์แบบสปอร์ต และระบบความปลอดภัยเต็มรูปแบบตามมาตรฐานรถยุโรป

 

การถ่ายโอนสิทธิ์ครอบครองแบรนด์ MG ในช่วงต้นยุค 2000 จนมาอยู่ภายใต้การบริหารของ SAIC Motor ยักษ์ใหญ่อุตสาหกรรมยานยนต์ของจีน และเริ่มกลับมาผลิตรถยนต์ออกสู่ตลาดอีกครั้งในปี 2007 โดย MG3 ปรากฏโฉมครั้งแรกในฐานะรถคอนเซ็ปต์คาร์ MG Zero ที่งาน Beijing Auto Show 2010 ก่อนจะออกขายในแดนมังกรอย่างเป็นทางการในอีก 1 ปีถัดมา

สำหรับประเทศไทย อย่างที่รู้กันว่า SAIC เข้ามาจับมือกับ CP กลุ่มธุรกิจยักษ์ใหญ่ของบ้านเรา ภายใต้ชื่อบริษัทร่วมทุน SAIC Motor-CP ก่อนจะเปิดตัว MG6 ในงาน Bangkok International Motor Show 2014 และเริ่มต้นเดินสายการผลิตในประเทศไทย ที่นิคมอุตสาหกรรมเหมราชอีสเทิร์นซีบอร์ด ในอีกไม่กี่เดือนถัดมา

ระยะเวลากว่า 1 ปี ในการสร้างแบรนด์ MG ให้เป็นที่รู้จัก อาจยังไม่เห็นความสำเร็จที่ชัดเจนในตอนนี้ แต่การเพิ่มทางเลือกให้ลูกค้าด้วยการเปิดตัว MG3 ที่เป็นรถ Sub-compact เจาะกลุ่มคนหนุ่มสาววัยทำงานหรือนักศึกษา ด้วยราคาเริ่มต้นเพียง 479,000 บาท โดยมีให้เลือกทั้งรุ่น Hatchback 5 ประตู และ Xross ที่ตกแต่งให้มีความโดดเด่นแบบรถเอสยูวี ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่จะมีกระแสตอบรับอย่างดี ทำยอดจองกว่า 1,000 คัน ระหว่างงาน Bangkok International Motor Show 2015 เมื่อเดือนมีนาคมที่ผ่านมา

test mg331

ด้วยยอดจองที่เข้ามา ทำให้ทริปการทดสอบครั้งนี้มีเพียง MG3 Hatchback เป็นประเดิมก่อน เนื่องจากรุ่น Xross กำลังอยู่ระหว่างเร่งการผลิตเพื่อส่งมอบให้ลูกค้า แต่ทาง MG จัดเตรียมรุ่น Hatchback มาให้ทดสอบอย่างครบครัน ไล่ตั้งแต่รุ่นเริ่มต้นจนถึงรุ่นท็อป X  ที่มีหลังคาซันรูฟปรับไฟฟ้าเพิ่มความหรูหรา ให้ความรู้สึกเช่นเดียวกับรถยนต์ระดับพรีเมียม

สำหรับ MG3 มาพร้อมขุมพลังขนาด 1.5 ลิตร DOHC VTi-TECH 4 สูบ 16 วาล์ว พร้อมระบบวาล์วแปรผันคู่ ที่ให้ทั้งประสิทธิภาพและการประหยัดน้ำมัน (สามารถรองรับน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E85) ให้กำลังสูงสุด 106 แรงม้า ที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิดสูงสุด 135 นิวตันเมตร ที่ 4,500 รอบต่อนาที ระบบเกียร์อัตโนมัติ เซเลเมติก 5 สปีด โดยมีระบบปรับโหมดการขับขี่แบบ Sport และ Manual ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกเปลี่ยนเกียร์เองได้

ความแตกต่างของ MG3 อยู่ที่การเลือกใช้ระบบเกียร์อัตโนมัติ เซเลเมติก 5 สปีด ที่อาจทำให้คนขับที่คุ้นเคยกับเกียร์อัตโนมัติแบบเก่าหรือ CVT จะต้องปรับเปลี่ยนจังหวะการเหยียบคันเร่งให้เข้ากับจังหวะการเปลี่ยนเกียร์ของรถที่คล้ายกับเกียร์ธรรมดาที่อาจจะไม่นุ่มนวลเท่าไร แต่ทาง MG พยายามสร้างความเชื่อมั่นด้วยการยกตัวอย่างรายชื่อแบรนด์รถยนต์ระดับพรีเมียมที่เลือกใช้เกียร์ระบบนี้ ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ทางฝั่งยุโรป

หลังจากลองขับในโหมดปกติบนเส้นทางมอเตอร์เวย์ กรุงเทพฯ-ชลบุรี อยู่พักหนึ่ง เราลองสลับมาเป็นโหมด Sport การเปลี่ยนเกียร์ขึ้นลงมีความรวดเร็วมากขึ้น ถึงจะรู้สึกถึงอาการหน่วงๆ อยู่บ้าง ถ้าหากเรายกเท้าผ่อนคันเร่งเกียร์ปรับลดมาเร็วเกินไป แต่ไม่มากเท่ากับโหมดปกติ หรือหากใครไม่ขี้เกียจ การเลือกใช้โหมด Manual สลับเกียร์เองก็จะสัมผัสการขับที่สนุกมากขึ้น

test mg301

นอกเหนือจากจังหวะเปลี่ยนเกียร์ จุดที่ผู้ใช้รถยนต์ MG3 ต้องเรียนรู้คือการเข้าเกียร์ที่มีการวางตำแหน่งแตกต่างจากเกียร์ Automatic ทั่วไป โดยรถรุ่นนี้จะไม่มีเกียร์จอด (P) โดยหากไล่จากบนสุดจะเป็นเกียร์ว่าง (N) ถัดลงมาจะเป็นเกียร์ขับเดินหน้า (D) และเกียร์ถอย (R) อยู่ในตำแหน่งสุดท้าย ซึ่งหากจะสลับโหมดระหว่าง Auto/Manual จะต้องโยกเกียร์ไปทางซ้าย อีกเรื่องที่ต้องจำไว้ในกรณีรถติดแล้วใส่เกียร์ D เหยียบเบรกค้างเอาไว้ หากเกิน 10 นาที ระบบจะสั่งให้เป็นเกียร์ว่างเอง ทำให้เราต้องเลื่อนกลับขึ้นไปที่ตัว N และโยกลงมาที่เกียร์ D อีกครั้ง

ถ้าหากตัดปัญหาจุกจิกเรื่องเกียร์ออกไป สมรรถนะของ MG3 ถือว่าน่าพอใจหากเทียบกับรถยนต์ในกลุ่ม Sub-compact จากการที่เส้นทางในทริปนี้ส่วนใหญ่อยู่บนมอเตอร์เวย์ และทางด่วน ทำให้ต้องใช้ความเร็วเกิน 100 กม./ชม. แต่ยังให้ความมั่นใจได้ดีอย่างที่พวกเขาพยายามนำเสนอถึงแนวทางการออกแบบ และพัฒนาตามแนวคิด Brit Dynamic จากวิศวกรและนักออกแบบของศูนย์ออกแบบรถยนต์ MG ในเมืองเบอร์มิงแฮม ประเทศอังกฤษ

พอรับประทานอาหารกลางวันเป็นที่เรียบร้อย เรามุ่งหน้าสู่สนามบินหนองค้อ ที่มีการเปลี่ยนรันเวย์ให้กลายเป็นสนามทดสอบพิเศษ เพื่อพิสูจน์ความสนุกในการขับ MG3 พร้อมสัมผัสระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งมาในรถยนต์อย่างเต็มที่ ทั้งระบบควบคุมการทรงตัว (Electronic Stability Control), โครงสร้างตัวถังนิรภัย USD (Ultimate Stiffness Design), ระบบป้องกันล้อล็อกขณะเบรกฉุกเฉิน ABS (Anti-lock Braking System), ระบบเสริมแรงเบรก BA (Brake Assist), ระบบควบคุมการเบรกในขณะเข้าโค้ง CBC (Curve Brake Control), ระบบช่วยการออกตัวบนทางลาดชัน HAS (Hill-Start Assist System), ระบบช่วยกระจายแรงเบรก EBD (Electronic Brake-force Distribution) ระบบป้องกันล้อหมุนฟรี-ควบคุมการลื่นไถล TCS (Traction Control System) และระบบป้องกันการลื่นไถลเมื่อเกียร์ลดต่ำอย่างฉับพลัน MSR (Motor Control Slide Retainer)

test mg325

การทดสอบสถานีแรก เริ่มจากการขับสลาลอมผ่านกรวยยางที่ถูกวางเรียงไว้เป็นแนวตรง ให้ลองความคล่องตัว และอัตราเร่งของรถ MG3 ก่อนจะให้ทดสอบระบบเบรกที่ค่อนข้างมั่นใจ ถึงพื้นสนามจะเป็นปูนเรียบที่อาจทำให้รถไถลได้ แต่ระบบที่เสริมเข้ามา ช่วยให้การควบคุมรถง่ายขึ้น เช่นเดียวกับตอนเข้าโค้งรูปตัวเอส ที่สามารถขับด้วยความมั่นใจมากพอๆ กับระบบความปลอดภัยที่ติดตั้งในรถยนต์ที่อยู่ในเซ็กเมนต์ที่สูงกว่า โดยเฉพาะการตอบสนองของช่วงล่างและระบบเบรกที่สามารถให้ความมั่นใจได้เป็นอย่างดีตลอดการทดสอบทั้งในเมืองและนอกเมือง จนเกือบลืมไปเลยว่ากำลังขับรถแบบซิตี้คาร์อยู่ จะมีก็ตรงที่ต้องพยายามใช้เวลาในการปรับสไตล์การขับขี่ของผู้ขับให้เข้ากับจังหวะการทำงานของระบบเกียร์อัตโนมัติลูกนี้สักนิด เพื่อเพิ่มความนุ่มนวลในการขับขี่ให้มีมากยิ่งขึ้น และอีกจุดหนึ่งที่ดูเหมือนจะต้องเพิ่มเติมตัวช่วย อย่างฟิล์มกรองแสงดีๆ อีกสักชุด เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานของระบบแอร์ในยามเจอวันที่ท้องฟ้าไร้เมฆอย่างช่วงฤดูร้อนแบบนี้ เพราะดูเหมือนว่าในการใช้งานจะต้องปรับตัวควบคุมอุณหภูมิให้ทำความเย็นกันแบบเต็มที่ เพื่อสู้กับอากาศที่ร้อนอบอ้าวของบ้านเรา

หลังจากได้ลองขับสลับนั่งบนถนนจริงมาตลอดวัน รวมทั้งการขับในสนามทดสอบพิเศษ ต้องยอมรับว่า MG3 ยังคงมาตรฐานการผลิตของรถยนต์อังกฤษเอาไว้ได้ดี เพียงแต่อาจต้องปรับปรุงเรื่องเกียร์ให้ใช้งานง่ายขึ้นสำหรับกลุ่มลูกค้าชาวไทย หากไม่อยากพลาดโอกาสที่จะประสบความสำเร็จ ทั้งที่เปิดตัวมาด้วยราคาที่น่าสนใจกว่ารถยนต์คู่แข่งในระดับเดียวกัน

test mg330

SPECIFICATIONS

MG3 Hatchback  

มิติ และน้ำหนัก

มิติภายนอก ยาว x กว้าง x สูง (มม.)     4,018 x 1,728 x 1,517

ระยะช่วงล้อ (มม.)                                2,520

ระยะห่างระหว่างล้อคู่ หน้า/หลัง (มม.) 1,505/1,493

ระยะต่ำสุดจากพื้น (มม.)                      158

น้ำหนักรถโดยประมาณ (กก.)               1,220

ความจุถังน้ำมัน (ลิตร)                         45

ขนาดล้อและยาง                   ฝาครอบล้อ 14 นิ้ว 185/70R14 (รุ่น X อัลลอย 15 นิ้ว 185/65R15)

เครื่องยนต์

แบบ                                      DOHC VTi-TECH

ระบบจ่ายน้ำมัน                    หัวฉีดมัลติพอยต์

ปริมาตรกระบอกสูบ (ซี.ซี.)                                  1,498

เส้นผ่านศูนย์กลางกระบอกสูบ x ระยะชัก (มม.)   75.0 x 84.8

อัตราส่วนกำลังอัด                                               10.5 : 1

กำลังสูงสุด EEC net (กิโลวัตต์(PS)/รอบต่อนาที)                78(106)/6,000

แรงบิดสูงสุด EEC net (นิวตันเมตร(กก.ม.)/รอบต่อนาที)     135(13.8)/4,500

ระบบพวงมาลัย

แบบ                       เพาเวอร์ระบบไฮดรอลิก

รัศมีวงเลี้ยวแคบสุด (ม.) 5.6

ระบบกันสะเทือน

ระบบช่วงล่างหน้า แม็คเฟอร์สัน สตรัท พร้อมเหล็กกันโคลง

ระบบช่วงล่างหลัง ทอร์ชั่นบีมแบบ H-Type คานขวางแบบ U-Shape

ระบบเบรกหน้า ดิสก์เบรกพร้อมช่องระบายความร้อน

ระบบเบรกหลัง ดรัมเบรก

 

ผู้เขียน     พูนทวี สุวัตถิกุล

Comments

comments

No Comments

Sorry, the comment form is closed at this time.